หน้าเว็บ

ภานุมาศ คงประเสริฐ รหัส 5120125401203 การจัดการทั่วไป กศ.พบ.รุ่น 19 ม 1


บทที่ 9 การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
     ภาคหนึ่งของงานสัมมนาหลักสูตร Leading Bold Change ที่มี “จอห์น คอตเตอร์” กูรูทางด้านผู้นำระดับโลก เป็นเจ้าของหลักสูตร และมีบริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์หลักสูตรนี้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองต่อเรื่องการนำการเปลี่ยนแปลงมาปรับ ใช้กับองค์กร โดยส่วนนี้นอกจากจะมี “อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด หากยังมี “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” กรรมการรอง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด มาร่วมพูดคุยด้วยเบื้องต้น “จุตินันท์” แลกเปลี่ยน ประสบการณ์มุมมองต่อองค์กรให้ฟังว่า บุญรอดฯตอนนี้มีอายุ 77 ปี    และเคยมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดสูงถึง 90% แต่พอ ปี 2540 คู่แข่งเริ่มเข้ามา และภายใน 3 ปี เราสูญเสียมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 20-30% แต่ที่สุดเราก็มีโอกาสฟื้นกลับมา“เราเข้าใจดีว่าผ่านมาสิงห์เป็นเบอร์ 1 ในตลาด และตอนนั้นเราคิดว่าเราประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่พอหลังจาก ปี 2540 เราพยายามเข้าใจ เรารู้ดีว่าคู่แข่งของเรามีศักยภาพ เราใช้เวลานานมาก หรือทำใจยอมรับนานมากว่าเราแพ้คู่แข่งจริง ๆ” “ตอนนั้นเราบอกตัวเองว่าเราจะรอดไหม เราพยายามแก้ไข ปรับโครงสร้างบริษัท เพื่อที่จะให้องค์กรขับเคลื่อน และในปี 2541-2542 ก็มีบริษัทต่างชาติเริ่มติดต่อเข้ามา เพื่อจะเป็นพาร์ตเนอร์ หรือจะมาเทกโอเวอร์เรา ตอนนั้นผมเอง รับหน้าที่ไปเจรจากับกลุ่มทุนต่าง ๆ ประมาณ 1 ปี” “จึงสรุปว่าเราแย่ถึงกับขนาดที่เราจะขายหุ้นเลยหรือ เราคิดในฐานะ family business ว่าทำไมสิงห์จะมาหยุดอยู่กับยุคของเรา ก็เลยจุดประกายให้เราสู้ จากนั้นเราเลย change จากครอบครัวที่เป็น ผู้บริหารทั้งหมด และทุกคนผ่านมาล้วนมีความเสมอภาค”  “จึงพร้อมใจกันยอมถอยอัตตาตัวเอง และให้การสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ที่สุดจึงผ่านจุดนั้นไปได้ อีกอย่างตอนนั้น เรา concern ศักยภาพคู่แข่งว่าเขามีศักยภาพ แต่เมื่อวันหนึ่งที่เรารอดแล้ว ทำไมเราจึงต้องมาเปรียบเทียบ เพราะตอนนี้เรามองข้ามจุดนั้นไปแล้ว”  ถึงตรงนี้ “อภิวุฒิ” จึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองบ้างว่า จากกรณีศึกษาที่เคยทำการสำรวจพบว่าองค์กรยักษ์ใหญ่บางราย พอเวลาล้ม แล้วยากที่จะกลับขึ้นมายืน ดังนั้นการที่สิงห์กลับมาเป็น เบอร์ 1 ครั้ง จึงมีความน่าสนใจ
“เพราะสิงห์เป็น family business ขณะเดียวกันก็มีมืออาชีพเข้ามาในองค์กร ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การ blend กันได้อย่างไร แถมยังสร้างความสำเร็จด้วย”  “ผมจึงมองว่าบางครั้งวัฒนธรรมองค์กรแม้ดูจะเปลี่ยนบ่อย แต่ว่าเปลี่ยนยาก อย่างองค์กรสิงห์ 77 ปี ตรงนี้เป็นภาพของสิงห์ แต่จะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมองค์กรรักษาความสำเร็จขององค์กรไว้ได้ ตรงนี้น่าสนใจ”  คำถามที่ต้องการคำตอบตรงนี้ “จุตินันท์” จึงขอเสริมว่า การที่เราสามารถ blend ได้ เพราะมาจากคำพูดของ “คุณสันติ ภิรมย์ภักดี” ที่บอกว่า…ผมยอมรับว่าผมแพ้ แต่ผมไม่ยอมแพ้    “ตรงนี้เป็นตัวจุดประกายที่ทำอย่างไร ถึงจะไม่แพ้ เราจึงมีการปรับองค์กร มีการนำมืออาชีพเข้ามา และจากเดิมที่เราเป็น family business ซึ่งมีมุ้งหลายหลัง เราก็ทำการละลายกรอบตรงนั้นทิ้ง ซึ่งก็ทำให้ทุกคนใน family business ยอมรับ และเข้าใจในที่สุด”  “ดังนั้นการปรับโครงสร้างการบริหารบุคคล จึงเป็นตัว key success ที่สำคัญ พวกเราทุกคนก็ให้ความสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น อีกอย่างคุณสันติก็ไม่ได้รีบเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที เขาให้เวลาเป็นปี เพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ”
ถึงตรงนี้ “อภิวุฒิ” จึงถาม “จุตินันท์” ว่า อะไรเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของสิงห์ครั้งนั้น ?
“จุตินันท์” จึงตอบว่า เรามองว่าภายใน-ภายนอกต้องแก้ไขเยอะ ระยะสั้น เราจึงเอามืออาชีพเข้าไปในสายการผลิต ส่วนระยะยาว เรามองไปที่ลูกค้าและเอเย่นต์ทั้งหมด 300 กว่ารายทั่วประเทศ
“เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงเขา แต่ตอนนี้ถึงคราวต้องเปลี่ยน แต่เขา ไม่อยากเปลี่ยน เราจึงต้องมีการพูดคุยกันค่อนข้างเยอะ สำหรับเรื่องภายใน ผู้นำต้องมีความชัดเจน และทุกคนยอมรับได้ เพราะอยู่ในช่วงของความอยู่รอด ก็เลยทำให้ทุกคนพร้อมใจกันที่จะเปลี่ยน”  “อภิวุฒิ” จึงมองเสริมว่า การเปลี่ยนตอนอ่อนแออาจมีคำถามไม่เยอะ แต่เปลี่ยนตอนที่ตัวเองแข็งแรงนี่สิยาก เพราะคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องเดี๋ยวนี้  “จุตินันท์” จึงตอบว่าใช่…เพราะหลายคนคิดว่าเราชนะคู่แข่งแล้ว ทำไมต้องทำอีกล่ะ ผมมองว่าความทรงจำที่ติดตัวมันง่าย แต่อีก 10 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ที่กำลังขึ้นมา เขาไม่ได้ผ่านความทรงจำที่ดีมาด้วยกัน เขาจึงอาจไม่รู้สึกถึงความสำเร็จที่ผ่านมา  ตรงนี้จึงเกิดเป็นแผนว่าแล้วเราจะทำอย่างไรต่อหลังจากประสบความสำเร็จ แล้ว ?  “จุตินันท์” จึงตอบว่า ตอนนี้ธุรกิจไม่ได้อยู่ที่เบียร์เป็นหลักแล้ว เราไปทำธุรกิจอาหาร ส่งออก และทุกธุรกิจมีเป้า และมีแรงกระตุ้น ที่สำคัญจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  “อภิวุฒิ” จึงถามต่อว่า แล้วทำอย่างไรถึงให้ change อยู่ในองค์กรอย่างถาวร ?   “จุตินันท์” จึงตอบว่า เราต้องพยายามสร้างการ create change เพื่อให้คนเกิดกระบวนการทางความคิด และจะต้องทำอย่างไรให้คนข้างบนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามทำให้คนข้างล่างรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันด้วย เพราะผมมองว่าการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ อันดับแรก ๆ ของการ change   “และไม่เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องทุกบริษัทที่อยู่ในสิงห์ทั้งกรุ๊ป ที่สำคัญภาพของ HR จะต้องเข้ามาเสริมทัพมากขึ้น และจะต้องสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร ผมยอมรับว่าบุญรอดฯมีหลายมุ้ง และหลายมุ้งก็มีความแตกต่าง เราจึงต้องพยายามสลายมุ้ง”   ผลตรงนี้ “อภิวุฒิ” จึงมองว่าตอนเปลี่ยนแปลง พนักงานอาจไม่ค่อยเชื่อฟัง ดังนั้น HR จึงต้องเข้ามาช่วย และ HR ในปัจจุบันต้องเป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์กับ ผู้บริหาร  “เพราะเรื่องนี้เป็นความท้าทาย และ HR ต้องมีความรู้สึกว่าพนักงานคือลูกค้า คือทำอย่างไรให้เขามีความพึงพอใจในการทำงาน และต้องมุ่งสร้างความน่าไว้วางใจ ไม่ใช่เป็นผู้คุ้มกฎแบบสมัยก่อน”ในประเด็นเดียวกันนี้ “จุตินันท์” จึงมองเสริมว่า ส่วนผู้บริหารก็ต้องให้ความเป็นกันเองกับพนักงานทุกระดับ และเราต้องสร้างความไว้วางใจด้วยตัวของเราเอง“อย่างตอนที่เราสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่ง พนักงานของเรากว่า 2,000 คน มีคนย้ายไปอยู่ที่อื่นไม่ถึง 20 คน ผมว่าตรงนี้มันสะท้อนเรื่องการบริหารนะ เพราะเราดูแลพนักงาน ซัพพลายเออร์ เหมือนครอบครัว แต่จะต้องมีความเป็นมืออาชีพด้วย”  “ยิ่งตอนหลังเราพยายามสร้างคำว่าครอบครัวสิงห์ เพื่อให้เกิดความผูกพัน ระหว่างเรากับพนักงานทุกคน ผมจึงมองว่าเราต้องให้ใจเขาก่อน เขาจึงจะให้ใจเรากลับมา ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนง่าย ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเลย”ฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่าทำไมสิงห์ถึงกลับมายืนเป็นเบอร์ 1 ได้อีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่ธรรมดาเลย ?

ที่มา: กรณีศึกษา “ครอบครัวสิงห์” ต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงจนเป็นเบอร์ 1 อีกครั้ง | บล็อกความรู้ | WiseKnow | Knowledge Blog


บทที่10 การแข่งขันในตลาดโลกและการปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อการปฎิบัติงานแต่ละหน่วยงานมากขึ้น องค์การต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นระบบย่อยภายในระบบสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตในอนาคต  
หลายหน่วยงานต่างๆได้ปรับโครงสร้างขององค์การจากโครงสร้างแบบลำดับขั้นเข้าสู่โครงสร้างระบบเครือข่าย พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้การตัดสินใจ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมเป็นลำดับขั้น นอกจากบุคลากรรุ่นใหม่ยังมีความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่าในอดีต    จึงพร้อมที่จะรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของตนและกลุ่มมากขึ้น
องค์การขนาดใหญ่ปรับตัวเป็นกลุ่มองค์การขนาดย่อม เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน การประสานงาน การแข่งขัน       และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีการสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยที่ผู้จัดการหรือหัวหน้างานจะเปลี่ยนหน้าที่จากผู้สั่งการมาเป็นผู้ฝึกสอน ผู้ประสานงาน และอำนวยความสะดวกในการทำงานระบบการเข้าทำงานแบบยืดหยุ่นจะถูกนำมาใช้ แรงงานบางส่วนจะสามารถทำงานอยู่ที่บ้าน ขณะที่หลายฝ่ายสามารถเลือกเวลาเข้าทำงานและเลือกงานที่เหมาะสมได้เอง
  นอกจากนี้กิจกรรมทางธุรกิจก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามการพลวัตรของสังคมที่ถูกผลักด้นด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น    กิจกรรมทางการเงินที่ต้องกระทำต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน การผลิตและการตลาดต้องปรับตัว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายขึ้น ช่องทางการจัดจำหน่ายจะมีมากขึ้นกว่าในอดีต เป็นต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารในหน่วยงานต่าง ๆ  จะต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานของตนต่อไป โดยมีข้อแนะนำในการเตรียมตัว       เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยความงานของตนต่อไป โดยมีข้อแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ยุคสารสนเทศอย่างมั่นคง
  เราจะเห็นว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐาน โดยเทคโนโลยีสารสนเทศถูกใช้ให้เป็นประโยชน์แก่องค์การในหลายด้าน ตั้งแต่ การประมวลผลงานประจำวัน การตัดสินใจของผู้จัดการ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ขององค์การ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยส่งเสริมรูปแบบใหม่ในการสื่อสารข้อมูล และการเพิ่มผลผลิตขององค์การ  แนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ แสดงให้เราเห็นได้ว่าในอนาคตผู้ที่จะเป็นนักบริหารและนักวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่เพียงแค่รู้จักคอมพิวเตอร์ แต่จะต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ   โดยผู้บริหารในอนาคตจะต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงานของตนเอง มีความคิดในการที่จะสร้างระบบสารสนเทศที่ตนเองต้องการ เพื่อช่วยในการตัดสินใจในภาวะที่มีการแข่งขันสูง ทำให้การบริหารของตนเองมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ขณะที่นักวิชาชีพจะใช้ระบบสารสนเทศในการรวบรวม และประมวลผล และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอย่างถูกต้องและรวดเร็วแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ แสดงให้เราเห็นได้ว่าในอนาคตผู้ที่จะเป็นนักบริหารและนักวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่เพียงแค่รู้จักคอมพิวเตอร์ แต่จะต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ   โดยผู้บริหารในอนาคตจะต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงานของตนเอง มีความคิดในการที่จะสร้างระบบสารสนเทศที่ตนเองต้องการ เพื่อช่วยในการตัดสินใจในภาวะที่มีการแข่งขันสูง ทำให้การบริหารของตนเองมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ขณะที่นักวิชาชีพจะใช้ระบบสารสนเทศในการรวบรวม และประมวลผล และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
องค์การที่เจริญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้าไปในโครงสร้างการบริหารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นประสาทของธุรกิจ    แต่การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบุคลากรมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการลดขั้นตอนในการทำงาน การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การไหลเวียนของข้อมูลผ่านขอบเขตขององค์การและเขตแดนของประเทศ   การติดตามผลและตรวจสอบการทำงานกับความเป็นส่วนตัวของพนักงาน การทุจริตหรือฉ้อโกงในระบบเครือข่าย    การก่อนการร้ายหรือการโจรกรรมซึ่งผู้บริหารจะต้องติดตามทำความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์การและสังคม    เพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบน้อยที่สุดต่อองค์การและสังคมแวดล้อม
ที่มา: http://www.softbizplus.com/it/1320-it-for-organization

                       
บทที่ 11การบริหารจัดการธุรกิจสีเขียวและการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
แนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นคือทั้งบุคคลธรรมดาและกิจการห้างร้านจะหันไปเลือกการลงทุนและทุ่มแวลาและงบประมาณเพื่อกิจกรรมที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR มากขึ้นในส่วนของผู้ประกอบการ การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานแบบกรีนมากขึ้น ถูกมองว่าจะช่วยในการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ใช้กับคู่แข่งขันได้ ยกระดับคุณธรรมของบุคลากร ยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานด้านพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพ จนทำให้ผลการประกอบการดีขึ้น ทำให้สาธารณชนตระหนักว่ากิจการให้ความสำคัญกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจในสินค้าและบริการที่วางจำหน่าย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจกับการเลือกสินค้ามากขึ้น
     การศึกษาของบอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป จากผู้บริโภค 9,000 คนทั่วโลกพบว่า การเลือกซื้อกรีนโปรดักส์ยังคงมาอันดับแรก แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะถดถอยลง และ 73% ของคนอเมริกันถือว่าประวัติของผู้ประกอบการในการรณรงค์เรื่องกรีนโปรดักส์เป็นตัวแปรในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการนอกจากนั้น นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าธุรกิจด้านกรีนโปรดักส์จะกลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอนาคต อย่างเช่นบริษัทซีร็อกซ์เชื่อว่ากลังจากใช้กรีนโมเดลแล้ว บริษัทจะประหยัดค่าออกแบบและต้นทุนการผลิตไปได้ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือโตโยต้าที่ใช้สายการผลิตเดียวกับรถยนต์หลายรุ่น จนประหยัดพลังงานในโรงงานได้กว่า 30% แสดงว่าการใช้กรีนไม่ได้เป็นเพียงการทำความดี แต่ยังเป็นการเพิ่มพูนรายได้ของกิจการด้วย
       นอกจากกิจการที่เป็นผู้ผลิตแล้ว กิจการค้าปลีกของโลกจะขยับใช้กรีนโมเดลกันมากขึ้นในปี 2012 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว อย่างเช่น ห้างวอลมาร์ทได้กำหนดให้กิจการคู่ค้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคส่งให้ตนต้องตอบคำถามด้านกรีน 15 ข้อ เพื่อประเมินว่าได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากรีนโปรดักส์อย่างเพียงพอหรือไม่
       ตามความเห็นของแบทเทลล์ (Battelle) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ 10 อันดับแนวโน้มของกรีนในอนาคต ดังนี้แนวโน้มแรก การเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานยั่งยืนและหมุนเวียนใช้ใหม่สำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้าใช้ อันเนื่องมาจากการเติบโตของประชากร รวมถึงการขยายตัวออกไปของตัวเมือง โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย จะทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และไฟฟ้าควรจะเป็นพลังงานสะอาด หาไม่ได้มาจากการเผาเหมืองถ่านหิน หรือการสร้างมลภาวะ และแก๊สเรือนกระจกพลังงานในปี 2012 จะเพิ่มความสนใจในพลังงานลม พลังงานโซลาร์ เซลล์เชื้อเพลิงเหลว เชื้อเพลงจากไบโอ เทคโนโลยีการเผาถ่านที่ทำให้โลกสะอาด
       แนวโน้มที่สอง การบริหารทรัพยากรน้ำ ด้วยการใช้ซ้ำและรีไซเคิลน้ำมาใช้ใหม่ เป็นอีกหนึ่งของความพยายามจะประหยัดน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคไว้ให้มากที่สุด ที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในวงการกรีนตามลำดับการดำเนินการเรื่องนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จนทำให้ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบริหารจัดการน้ำได้มีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพของน้ำดื่มน้ำใช้ ทำให้พี้นที่แห้งแล้งและอยู่อาศัยไม่ได้ในโลกลดลง และการตั้งโรงงานบำบัดเพื่อบริหารจัดการกับบรรดาน้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือนแนวโน้มที่สาม การออกกฎหมายและนโยบายในการควบคุมการสร้างคาร์บอน เป็นการพยายามใช้เกณฑ์ภาคบังคับผสมกับความสมัครใจในการควบคุมระดับการสร้างคาร์บอนในระดับประเทศ โดยการลงนามร่วมกันของผู้บริหารประเทศและระหว่างรัฐบาลของประเทศต่าง ๆในระยะต่อไป อาจมีการออกกฎหมายที่ควบคุมการระดับการสร้างคาร์บอนของรถยนต์แต่ละคันที่วิ่งอยู่บนท้องถนน หรือการเก็บภาษีรถที่สร้างคาร์บอน เพื่อให้การควบคุมคาร์บอนอยู่บนมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งโลกการพัฒนาความเข้มงวดของกฎหมายน่าจะทำให้การผลิตสินค้าสะอาด และระบบพลังงานในรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรแนวโน้มที่สี่ คือ การเกิดธุรกิจที่ใช้โมเดลเกี่ยวข้องกับกรีนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดสภาวการณ์นี้แล้ว โดยเป็นกิจการที่คำนึงถึงสังคม ใช้โมเดลการดำเนินงานแบบกรีนครบวงจร และขายกรีนโปรดักส์ของตนให้กับสังคม โดยยังสามารถเลี้ยงชีพและดำรงกิจการอยู่ได้การดำเนินงานของกิจการเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีสะอาดในการดำเนินงานทั้งหมดและถ่ายนทอดลงไปสู่ผู้ประกอบการรายอื่น เช่น รับบริหารการสูญเปล่าด้านอุตสาหกรรม และการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองน้อยลง โดยผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อเทคโนโลยีกรีนเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์ด้วยแนวโน้มที่ห้า การขนส่งและคมนาคมที่เป็นกรีน เนื่องจากไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของแก๊สเรือนกระจกมาจากรถยนต์ การสร้างรถยนต์มากขึ้นก็คือการสร้างคาร์บอนมากขึ้นด้วยแนวโน้มส่วนนี้จึงเป็นการเน้นที่จะพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานยั่งยืนเพื่อให้กับรถยนต์ รวมทั้งอีเธอนอล และพลังงานไบโอทั้งหลาย ที่มีการสำรวจและวิจัยกันมากมาย และคาดว่าจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตในอนาคตรถยนต์พลังงานผสมหรือไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นสิ่งที่จะปรากฏโฉมในท้องถนนมากขึ้นแนวโน้มที่หก การเพิ่มขึ้นของกรีนโปรดักส์ในท้องตลาดที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ประกอบการกรีนโปรดักส์ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคที่เป็นกรีน ชอปปิ้ง ซึ่งการกระจายตัวของตลาดจะทำให้ราคาต่อหน่วยของสินค้ากรีนโปรดักส์น่าจะลดลงตามลำดับแนวโน้มที่เจ็ด การพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ (System Approach) ในการวิเคราะห์ผลกระทบของการผลิตต่อสภาพแวดล้อม เพื่อให้การวัดและประเมินผลกระทบได้อย่างแม่ยำมากขึ้น
       แต่เดิมประเด็นนี้มีการพิจารณาแต่เพียงในระดับของท้องที่ ด้วยการประเมินตัวผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และโรงงานผลิตว่ากระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมอย่างไร แต่ในปี 2012 มุมมองจะเปิดกว้างมากขึ้น ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า และการบริโภคตลอดวิถีทางทางการตลาดและกำลังจะขยายต่อไปในระดับภาคอุตสาหกรรมและระดับมหภาค ซึ่งเป็นการพิจารณาทั้งระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน และพิจารณาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก โดยการทำงานด้านการประเมินดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์มามีส่วนช่วยมากขึ้น เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงผลกระทบได้ทั้งระบบแนวโน้มที่แปด โลกจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการขยายตัวของเมืองและประชากรที่เข้าไปใช้ประโยชน์หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นการเพิ่มขึ้นของประชากรในทุกมุมโลก หมายถึงจำนวนผู้บริโภคจะมีเพิ่มมากขึ้น มลภาวะมากขึ้น ซึ่งทำให้แนวโน้มและความจำเป็นในการใช้กรีนคอนเซปต์ต้องทำอย่างจริงจังมากขึ้นประชากรของโลกเพิ่มขึ้นจนผ่านระดับ 6,000 ล้านคนเมื่อปี 2000 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,800 ล้านคนในปี 2020การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของประชากรออกไปตามการขยายตัวของครอบครัว ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขยายตามออกไปด้วยแนวโน้มที่เก้า ความก้าวหน้าและใช้ชีวิตอยู่บนเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันทำได้ผ่านระบบรีโมต และทางไกล ไม่ต้องการการเดินทางไปพบกันแบบเผชิญหน้า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการเคลื่อนที่ทางกายภาพจึงมีแนวโน้มที่จะลดลง รวมไปถึงการทำงานจากที่พักอาศัยแทนการออกไปตั้งต้นงานที่สำนักงานหรือในออฟฟิศที่ห่างไกลการพัฒนาการแบบนี้ สนับสนุนแนวคิดของกรีนคอมเซปต์โดยไม่ตั้งใจ แต่เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลแนวโน้มที่สิบ อาคารบนแนวคิดกรีนจะเพิ่มขึ้น จากการที่สถาปัตย์ และนักออกแบบอาคารได้คำนึงถึงรูปแบบการทำงานของอาคารที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนมากขึ้นอาคารสมัยใหม่จึงพิจารณาการบริหารจัดการความอบอุ่นหรือความร้อนภายในอาคาร การลดการใช้ไฟฟ้าในการให้แสงสว่างแต่ให้อาคารมีแสงสว่างที่เพียงพอเอง และใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำแบบใช้หมุนเวียนซ้ำการพัฒนาในเรื่องอาคารนี้ได้ขยายวงออกไปเป็นเรื่องของ กรีนซิตี้ หรือ อีโค ซิตี้ ไม่ใช่เพียงระดับของหมุ่บ้านหรือชุมชนเท่านั้นเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อการวางผังและการปรับปรุงผังเมืองใหม่ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่สีเขียวเป็นภาคบังคับ การจัดพื้นที่ที่รองรับอากาศบริสุทธิ์ในชุมชนเป็นที่คาดหมายกันว่า กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับอาคารแบบกรีนนี้จะเริ่มนำออกมาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้อาคารสร้างใหม่ต้องพัฒนาระบบพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานโซลาร์ รวมทั้งพลังงานลม
ที่มา: GLOBAL GREEN 2012 : 10 แนวโน้มธุรกิจสีเขียว | การบริหารจัดการ | WiseKnow.Com 




นางสาวหทัยทิพย์ พรายแก้ว รหัส 5210125401070 การจัดการทั่วไปปี 4


ศิลปะการเป็นผู้นำที่ดี
1. ต้องซาบซึ้งถึงนโยบาย อำนาจหน้าที่และกิจการงานในหน่วยงานของตน
2. ต้องมีแผนในการดำเนินงาน และหมั่นเอาใจใส่ปรับปรุงอยู่เสมอ
3. ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ ปรับปรุงตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
4. ต้องจัดให้มีระบบการติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ
5. ต้องรู้จักใช้คนให้เหมาะสมกับงาน
6. ต้องมีความซื่อสัตย์
7. ต้องติดตามงานอยู่เสมอ
8. ต้องรู้จักพิจารณาลำดับความสำคัญของงาน งานด่วนต้องรีบทำก่อน
9. ต้องเป็นผู้มีพรหมวิหารสี่
10. ต้องมีความยุติธรรม
11. ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา
12. ต้องหมั่นอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความสามารถในการทำงาน
13. ต้องเป็นคนมีความคิดริเริ่มและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความคิดริเริ่มด้วย
14. ต้องกระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิดเห็น และหาทางปรับปรุงงานของหน่วยงานของตนอยู่เสมอ
15. ต้องเป็นคนใจกว้างและมีใจหนักแน่นต่อสภาวการณ์ และคำพูดที่ขัดแย้ง หรือที่ไม่เป็นมิตร
16. อย่าเป็นคนหูเบา ต้องฟังความเห็นทุกด้านก่อน แล้วจึงสั่งการหรือปฏิบัติการ แต่อย่าเมินต่อข่าวลือหรือคำบอกกล่าว
17. ต้องเป็นผู้ที่กล้ายอมรับผิด
18. ต้องให้ความสนใจ และเอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา
19. ต้องขยันในงาน อุทิศเวลาให้แก่หน้าที่การงาน
20. จงยกย่องชมเชยผู้กระทำดี และควรทำต่อหน้าผู้อื่นเมื่อมีโอกาส
21. จงดุ หรือ เล่นงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเงียบๆ อย่าให้ใครได้ยิน
22. ต้องแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่า ความก้าวหน้าของเขาขึ้นอยู่กับผลแห่งการปฏิบัติงานของเขามากกว่าสิ่งอื่นใด
23. ต้องให้เกียรติผู้ที่เสนอความคิดเห็นหรือวิธีการไว้ อย่าอ้างเอาความคิดเห็นหรือวิธีการที่ผู้อื่นเสนอว่าเป็นของตน
24. อย่าเป็นคนโลเลหรือเปลี่ยนใจบ่อยๆ
25. ต้องเป็นผู้สั่งและอำนวยการที่ดี
26. จงเป็นผู้นำ ของผู้ใต้บังคับบัญชา มิใช่ผู้ถือแส้คุมอยู่เบื้องหลัง
27. ต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

อ้างอิงจาก หนังสือ การบริหารทักษะ และ การปฏิบัติ โดย เอกชัย กี่สุขพันธ์ พ.ศ.2530
ทฤษฎีวิถีทางสู่เป้าหมายของภาวะผู้นำ
แบ่งออกเป็น 4 แบบคือ
1. แบบนำทาง
คือผู้นำที่วางมาตรฐานและตารางการทำงาน รวมทั้งการสร้างกฎระเบียบและข้อบังคับไว้อย่างเคร่งครัด และแจ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบว่าคาดหวังอะไรจากพวกเขา นิยมการสั่งการโดยไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมแต่อย่างใด เป็นผู้นำที่ลักษณะอำนาจนิยม
2. แบบสนับสนุน
คือผู้นำที่แสดงความเอาใจใส่ต่อสถานะความเป็นอยู่และความต้องการส่วนบุคคลของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาความสัมพันธ์อันพึงพอใจระหว่างบุคคลให้แก่สมาชิกกลุ่ม รวมทั้งการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ลักษณะผู้นำแบบนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่ลักษณะของงานไม่น่าพึงพอใจ สร้างความคับข้องใจ และตึงเครียด
3. แบบร่วมมือ
คือผู้นำที่ปรึกษาหารือกับผู้ใต้บังคับบัญชา แสวงหาข้อเสนอแนะ และคำแนะนำในการตัดสินใจ แต่การตัดสินใจยังคงเป็นของผู้นำ
4. แบบมุ่งความสำเร็จของงาน
คือผู้นำที่ตั้งเป้าหมายอันน่าท้าทายและส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความรับผิดชอบต่อผลสำเร็จของเป้าหมายนั้นๆ มุ่งเน้นที่การปรับปรุงการทำงาน สร้างความคาดหมายไว้สูงต่อความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะไปสู่มาตรฐานอันยอดเยี่ยมที่ได้ตั้งไว้
ทฤษฎีนี้เชื่อว่าแท้จริงแล้ว สถานการณ์ที่แตกต่างกันย่อมต้องการความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันไปด้วย ลูธานส์ กล่าวว่า แบบของผู้นำชนิดต่างๆ สามารถที่จะใช้ได้และใช้ได้จริง โดยหัวหน้าคนเดียวกันในสถานการณ์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองประสารที่มาบรรจบกันคือลักษณะหรือคุณสมบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาและคุณสมบัติของสิ่งแวดล้อมของงานที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเผชิญอยู่
แบบพฤติกรรมของภาวะผู้นำทั้ง 4 แบบดังกล่าวข้างต้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงานของสมาชิกในหน่วยงานนั้นๆ  ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่ารูปแบบการบังคับบัญชาที่ให้ความสนใจคนงานมากกับรูปแบบการบังคับบัญชาที่ให้โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชาในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะทำให้คนงานมีความรู้สึกพอใจสูงกว่าการบังคับบัญชาแบบเผด็จการ


อ้างอิง หนังสือชื่อ หลักการจัดการ หลักการบริหาร โดย ตุลา มหาพสุธานนท์ พ.ศ.2545
แนวคิดของการพัฒนาองค์การในแง่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การ
ซึ่งครอบคลุมถึงปฏิสัมพันธ์ของพฤติกรรมต่างๆในองค์การ บรรทัดฐาน ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมและเทคโนโลยี (เทคโนโลยีในที่นี้หมายถึง วิธีการ กระบวนการและเครื่องมือที่ใช้ในองค์การ ซึ่งโดยนัยแห่งการพัฒนาองค์การนั้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมักเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาองค์การ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไม่ใช่เป็นสาเหตุที่ต้องการพัฒนาองค์การ) 
การพัฒนาองค์การเพื่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ซึ่งมีความหมายรวมถึงระบบขององค์การที่เป็นทางการ (Formal System) และระบบขององค์การที่ไม่เป็นทางการ (Informal System) 
ระบบขององค์การที่ไม่เป็นทางการ (Informal System ) มีองค์ประกอบ เช่น การรับรู้ (Perceptions) ทัศนคติ (Attitudes) ความรู้สึก (Feelings) อันได้แก่ ความโกรธ ความกลัว ความรักใคร่ชอบพอและความสิ้นหวัง เป็นต้น ค่านิยม (Values) ความเชื่อ (Beliefs) การปฏิสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal Interactions) และบรรทัดฐานของกลุ่ม (Group Norms) เหล่านี้เป็นต้น ส่วนลักษณะของระบบที่เป็นทางการขององค์การ (Formal System) นั้นหมายถึง ข้อกำหนดที่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการและเปิดเผย เช่น วัตถุประสงค์ขององค์การ (Organizational Goals) โครงสร้างขององค์การ (Organizational Structure) นโยบายและแนวทางปฏิบัติ (Organizational Policies and Procedures) เทคโนโลยี (Technology) ผลผลิต (Products) และทรัพยากรด้านการเงิน (Financial Resources) ขององค์การ เหล่านี้เป็นต้น
เวนเดลล์ แอล เฟรนซ์ (Wendell L. French) และ ซีซิล เอช เบลล์ (Cecil H. Bell) ได้อธิบายเปรียบเทียบระบบขององค์การที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการขององค์การว่าเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่มักจมอยู่ใต้ผิวน้ำ คือระบบขององค์การที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งผู้บริหารมักจะไม่ได้คำนึงถึงเท่ากับระบบขององค์การที่เป็นทางการ เฟรนซ์และเบลล์เปรียบเทียบระบบขององค์การที่เป็นทางการเสมือนส่วนบนของภูเขาที่ลอยขึ้นอย่างเปิดเผยเหนือน้ำ นอกจากนี้ เฟรนซ์ และ เบลล์ ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อการพัฒนาองค์การได้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการจากระบบขององค์การที่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ระบบขององค์การที่ไม่เป็นทางการกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่การพัฒนาองค์การ ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านทัศนคติ ความรู้สึก ความเชื่อ และค่านิยมขององค์การที่ไม่เป็นทางการบทบาทหน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์
บทบาทหน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ กระทำเพื่อให้องค์การมีการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด บรรลุเป้าหมายขององค์การ ดังนั้น สมาคมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ 6 บทบาทหน้าที่หลักดังต่อไปนี้
1. การวางแผน การสรรหา และการคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ดำเนินกิจกรรมดังนี้
1.1 การวิเคราะห์งานเพื่อสร้างความต้องการเฉพาะของงานแต่ละงาน
1.2 การประมาณการความต้องการทรัพยากรมนุษย์ขององค์การเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
1.3 การพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติตามความต้องการที่กำหนดไว้
1.4 การสรรหาทรัพยากรมนุษย์ตามความต้องการขององค์การ
1.5 การคัดเลือกและจัดจ้างทรัพยากรมนุษย์เพื่อบรรลุในตำแหน่งงานที่ว่าง
2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดำเนินกิจกรรมดังนี้
2.1 การปฐมนิเทศและฝึกอบรมพนักงาน
2.2 การจัดการด้านการออกแบบการปฏิบัติงานตามแผน
2.3 การจัดตั้งทีมงานที่มีประสิทธิภาพ
2.4 การออกแบบระบบเพื่อการประเมินผลการปฏิบัติงาน
2.5 การประเมินพนักงานเพื่อการพัฒนาแผนอาชีพ
3. การจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ ดำเนินกิจกรรมดังนี้
3.1 การออกแบบและดำเนินการบริหาร
3.2 การบริหารค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เป็นธรรม
4. พนักงานและแรงงานสัมพันธ์ ดำเนินกิจกรรมดังนี้
4.1 รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์การและสหภาพแรงงาน
4.2 ออกแบบแนวปฏิบัติงานที่ถ่วงดุลความสัมพันธ์อันดี
5. ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ดำเนินกิจกรรมดังนี้
5.1 ออกแบบและดำเนินงานโปรแกรม
5.2 แก้ปัญหาที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน
6. การวิจัยทรัพยากรมนุษย์ ดำเนินกิจกรรมดังนี้
6.1 จัดหาข้อมูลและสารสนเทศทรัพยากรมนุษย์
6.2 ออกแบบระบบการสื่อสารข้อมูลการดำเนินงานของพนักงาน  
อ้างอิง วิชัย โถสุวรรณจินดา. (2546). การบริหารทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ
นางสาวหทัยทิพย์  พรายแก้ว การจัดการทั่วไปปี 4 รหัส 5210125401070
การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
คอตเลอร์ ให้คำแนะนำ 8 ประการ ในการบริหารความเปลี่ยนแปลง ไว้ดังนี้
1. สร้างความรู้สึกจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง วิกฤต – โอกาส
2. สร้างทีมงาน แนวร่วมที่ทรงพลัง โน้มนำการเปลี่ยนแปลง
3. สร้างวิสัยทัศน์ ชี้นำความพยายามในการปรับเปลี่ยน
4. สื่อสาร สร้างความเข้าใจ ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ผลักดัน
5. เพิ่มอำนาจให้ผู้อื่นในการตัดสินใจ เพื่อให้วิสัยทัศน์เป็นจริง
6. วางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสร้างความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น
7. รวบรวมผลสำเร็จของการปรับปรุง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น
8. ปลูกฝังแนวทางใหม่ๆ ของความสำเร็จ เข้าสู่ระบบการทำงานขององค์กร
อ้างอิง พันศักดิ์ ผู้มีสัตย์. (2553). การบริหารจัดการยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (1996) จำกัด


 ในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบันธุรกิจจะต้องแข่งขันในหลายระดับ ทั้งแข่งขันกับคู่แข่งภายในประเทศและแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศ ทั้งคู่แข่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งภาวการณ์แข่งขันดังนี้เอง ธุรกิจที่มีความสามารถและมีโอกาสในการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศควรจะเริ่ม พิจารณาช่องทางและโอกาสในการส่งสินค้า ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลให้ขยายกิจการสู่ต่างประเทศมี 5 ประการดังนี้
          1. บริษัทคู่แข่งซึ่งเป็นธุรกิจข้ามชาตินำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า หรือมีราคาที่ถูกกว่าเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น และธุรกิจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจากตลาดภายในประเทศ ทำให้ธุรกิจจำเป็นจะต้องหาตลาดในประเทศอื่น ๆ ทดแทนยอดขายที่สูญเสียไปจากการแข่งขันภายในประเทศ
          2. ธุรกิจค้นพบว่าตลาดในบางประเทศสามารถทำกำไรให้กับธุรกิจได้มากกว่า ด้วยการกำหนดราคาขายที่สูงกว่าตลาดภายในประเทศ ดังจะเห็นได้ชัดจากธุรกิจในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์  และเครื่องประดับ  
          3. ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต มีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานลูกค้าเพื่อให้ปริมาณการผลิตเข้าสู่จุดคุ้มค่า ของการผลิต (economy of scale) ซึ่งขนาดตลาดภายในประเทศไม่เพียงพอ
          4. ธุรกิจต้องการลดภาวะพึ่งพิงจากตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเมืองต่ำไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงกว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจ 
          5. บ่อยครั้งที่กิจการจะต้องขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าหลักของธุรกิจขยายกิจการไปสู่ต่างประเทศและต้องการการบริการ ในประเทศนั้น ๆ ด้วย

อ้างอิงจาก อาจารย์ธีรศักดิ์  วงศ์ปิยะ. ค้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555. จากเว็บไซต์ http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=542.0
   
ตัวอย่างบริษัทที่เตรียมธุรกิจเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก...
          บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ประกาศว่าฮอนด้าจะเดินหน้านำเสนอคุณค่าใหม่ๆ สู่สังคมโลก และให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก โดยจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดี มี Co2 ต่ำ ในราคาย่อมเยาให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว ฮอนด้าได้กำหนดเป็นกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทไว้ 3 ประการด้วยกันคือ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเข้มแข็งด้านการผลิต และเสริมสร้างการเติบโตทางธุรกิจในตลาดใหม่ๆ โดยภูมิภาคเอเชียยังคงมีบทบาทในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของ ฮอนด้า

          นายทาคาโนบุ อิโต้ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวในงานแถลงข่าวกลางปีที่สำนักงานวาโกะ ประเทศญี่ปุ่นว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดรถนั่งขนาดเล็กทั่วโลกมีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการณ์การเงินโลก ตลอดจนโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ฮอนด้าต้องตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตและแข่งขันได้


          “ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ฮอนด้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องย้อนกลับไปที่หลักการดำเนินงานพื้นฐานของ บริษัท ที่ให้ความสำคัญกับมุมมองของลูกค้า เราได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ว่า เราจะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดี มี Co2 ต่ำในราคาที่ย่อมเยาให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นหมายถึงผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความดึงดูดใจที่ลูกค้าต้องการ และสร้างสรรค์ขึ้นจากเทคโนโลยีที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเอง ผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นจะต้องส่งมอบได้เร็ว และต้องมีราคาที่ย่อมเยาซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีความสุขที่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้น


            คำว่า ‘มี CO2 ต่ำ’ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้า ที่ต้องการจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ”


            แล้วกล่าวเสริมอีกว่า ฮอนด้าได้ให้ความสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เห็นได้จากการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดอย่างต่อ เนื่อง เช่น รถไฮบริดรุ่นอินไซท์ และซีอาร์-ซี จากนี้ต่อไป


           ฮอนด้าจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีก โดยจะเพิ่มจำนวนรุ่นรถที่ใช้ระบบไฮบริดให้มากขึ้น เริ่มจากฟิต ไฮบริด ซึ่งจะจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ และจะพัฒนาระบบไฮบริดในรถขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงรถที่ใช้ระบบไฮบริดแบบปลั๊ก-อินด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าให้ได้มากที่ สุด นอกจากนี้ฮอนด้าจะเดินหน้าพัฒนารถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ โดยมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้จริงให้เร็วที่สุด โดยจะเริ่มจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาในปี 2012 อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังให้ความสำคัญกับการพัฒนารถที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินโดยในปี 2012 ฮอนด้าจะพัฒนาเครื่องยนต์และระบบเกียร์เพื่อให้มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ เพิ่มมากขึ้น


            นอกจากนี้ฮอนด้ามีแผนจะเปิดให้เช่าใช้ จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น อีวี นีโอ แก่องค์กรธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปีนี้ และจะแนะนำจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในประเทศจีนในปีหน้า ฮอนด้าจะทำตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจะพัฒนาสมรรถนะของตัวรถให้ดียิ่งขึ้น และทำราคาให้สามารถแข่งขันได้เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาด จักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มี CO2 ต่ำออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว


            ฮอนด้าจะยกระดับความเข้มแข็งด้านการผลิต โดยสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต โรงงานต้นแบบในประเทศญี่ปุ่นจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและ รถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยจะขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีดังกล่าวออกไปสู่โรงงานฮอนด้าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้นโยบาย “ผลิตในที่ที่มีความต้องการ” ฮอนด้าจะเสริมสร้างเครือข่ายการผลิตระหว่างโรงงาน และระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการผลิต ด้วยวิธีนี้ ฮอนด้าจะสามารถ สร้างระบบการผลิตที่แข็งแกร่ง และทำให้ฮอนด้ามีศักยภาพในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตลาดได้ดี ยิ่งขึ้น


           ด้านการเสริมสร้างการเติบโตทางธุรกิจในตลาดใหม่ๆ นั้น ในประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ จักรยานยนต์นับเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน ประชากรจำนวนมากและตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในประเทศเหล่านั้น กำลังจะกลายมาเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของฮอนด้า โดยมีคู่แข่งสำคัญได้แก่ ผู้ผลิตจากจีน และอินเดีย หากฮอนด้าต้องการที่จะรักษาความเป็นผู้นำตลาด ฮอนด้าต้องไม่เพียงแค่รักษาคุณภาพที่ดีของผลิตภัณฑ์ไว้เท่านั้น แต่ต้องทำราคาให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดนั้นด้วย และเพื่อสร้างความดึงดูดใจในตัวผลิตภัณฑ์ ฮอนด้าจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยจะพยายามใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศที่ผลิตให้มากที่สุด ตามที่เคยทำในประเทศไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยได้เติบโตขึ้นเป็นฐานการผลิตรถ จักรยานยนต์ที่จำหน่ายออกไป


          ทั่วโลก (Global Model) เช่น สกู๊ตเตอร์รุ่น PCX ที่ผลิตและเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา และส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก โดยในปลายปีนี้ฮอนด้ามีแผนจะเปิดตัวจักรยานยนต์สปอร์ตรุ่นใหม่ในประเทศไทย และจะส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกเช่นกัน


         ภูมิภาคเอเชียยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของฮอนด้า โดยในปีหน้าฮอนด้าจะเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อขยายกำลังการผลิตจักรยานยนต์ ซึ่งภายหลังจากการเริ่มเดินสายพานการผลิตในช่วงปลายปีหน้า กำลังการผลิตจักรยานยนต์ฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย(ไม่รวมญี่ปุ่น) จะเพิ่มขึ้นจากปัจุบัน 16 ล้านคันต่อปีเป็น 18 ล้านคันต่อปี จากจำนวนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ฮอนด้าสามารถรวมทุกขั้นตอนมาไว้ในภูมิภาคเดียวกัน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การจัดซื้อชิ้นส่วน และการผลิต ซึ่งจะทำให้ฮอนด้ามีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น


          สำหรับธุรกิจรถยนต์ ฮอนด้าจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดรถนั่งขนาดเล็กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเร่งให้เกิดการพัฒนาฐานการผลิตรถในภูมิภาคโดยใช้แม่พิมพ์ วัตถุดิบ ตลอดจนชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นเองภายในภูมิภาค ในปีหน้านี้ฮอนด้าจะเปิดตัวอีโคคาร์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นรถที่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ โดยจะผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะเปิดตัวรถขนาดเล็กในประเทศอินเดีย ซึ่งจะใช้โครงสร้างตัวถังเดียวกันกับอีโคคาร์อีกด้วย


อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://interbrand-honda.blogspot.com/2010/08/blog-post.html

นาววิทวัชร ยัสพันธุ์ รหัส 5210125401074 การจัดการทั่วไป ปี 4


"ผู้นำ" กับการบริหารความเสี่ยงองค์กร

            ผู้นำในยุคโลกาภิวัฒน์จำเป็นต้องก้าวให้ทันกับยุทธศาสตร์การบริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่หยุดนิ่ง  การสื่อสารไร้พรมแดน  รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการองค์กรที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เป็นเครื่องมือที่มาช่วยเพิ่มทั้งศักยภาพและประสิทธิภาพขององค์กร  แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ท้าทายความสามารถของผู้นำ  ในการที่จะนำพาองค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน

           ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อองค์กร  จึงควรได้รับความสำคัญและได้รับการบริหารในระดับกลยุทธ์ขององค์กร  จะว่าไปแล้วการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ  คือ การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี  อันเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบหลักภายใต้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง  ซึ่งอีกสององค์ประกอบ คือ ความพอประมาณ และ ความมีเหตุมีผล

           ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการเป็นผู้บริหารองค์กรภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์  จึงมิได้ขัดแย้งกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะผู้บริหารภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ย่อมต้องให้ความสำคัญกับทั้งความพอประมาณ  ความมีเหตุมีผล  และการบริหารความเสี่ยง  โดยการคำนึงถึงศักยภาพและทรัพยากรขององค์กร  ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ  และไม่นำพาองค์กรไปเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถสร้างความสูญเสียให้กับองค์กร  โดยไม่ได้วางแผนป้องกันหรือรองรับผลลบที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร

            วัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงองค์กรในปัจจุบัน  ไม่ได้เป็นไปเพื่อลดความเสี่ยงขององค์กรอย่างเช่นในอดีต  หากแต่เป็นไปเพื่อการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร กล่าวคือ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ  ย่อมสามารถช่วยลดโอกาสหรือขนาดของความสูญเสียจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ   ลดความผันผวนของรายได้ และส่งผลให้เกิดการเพิ่มมูลค่าขององค์กรนั่นเอง

           ผู้บริหารที่เข้าใจการบริหารความเสี่ยงองค์กรอย่างแท้จริง  และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว  จึงนับได้ว่าเป็นผู้บริหารที่สามารถดำรงบทบาทที่สอดคล้องกับความต้องการผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร เช่น เจ้าของบริษัท ได้อย่างแท้จริง

          เมื่อกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่ผู้นำองค์กรในประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเราควรให้ความสำคัญ  ในปัจจุบันนี้หลายท่านอาจนึกถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง  ความผันผวนของปัจจัยทางเศรษฐกิจ  สภาพการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในและระหว่างประเทศ  ซึ่งรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน  ประเทศอินเดีย  หรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม  รวมถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรือภาวะโลกร้อน เป็นต้น

           ทั้งที่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกับประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวตามกระแสโลกาภิวัฒน์  แต่กลับถูกมองข้ามคือ  ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศผู้นำในตลาดทุนโลก  เพราะเราคงจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้แสดงบทบาทผู้นำในตลาดทุนโลกอย่างชัดเจน  ความเจริญก้าวหน้าในภูมิภาคเอเชีย  ทั้งในประเทศจีนและอินเดีย  ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบทบาทการเป็นผู้นำเชิงนโยบายของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานั่นเอง

           รวมตลอดจนบทบาทและอิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกาในการก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศอย่าง World Trade Organization (WTO)  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เดินเข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์อย่างสุดโต่งคือ  ความไม่แน่นอนของการดำรงบทบาทผู้นำตลาดทุนโลกของประเทศสหรัฐอเมริกา  เมื่อไรก็ตามที่เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาอ่อนแอ  เศรษฐกิจของประเทศที่เหลือซึ่งพึ่งพาบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาในตลาดโลกก็จะอ่อนแอไปด้วย

          ทฤษฏีการบริหารความเสี่ยงองค์กร  จึงได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

อ้างอิง  การจัดการ.  (2550).  ผู้นำ กับการบริหารความเสี่ยงองค์กร.  (ข้อมูลออนไลน์).  สืบค้นจาก : http://www.aircadetwing.com/.  (15 กันยายน 2555).


การพัฒนาองค์การมุ่งเน้นที่การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับองค์การ
เหตุที่การพัฒนาองค์การต้องมุ่งเน้นที่การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากคติฐานดังต่อไปนี้ คือ
1. ความสำเร็จขององค์การประเภทต่างๆ ทุกประเภทบนโลกปัจจุบันนี้มีผลสืบเนื่องมาจากประสิทธิภาพของทีมงานขององค์การนั้นๆ
2. วัฒนธรรมของทีมงานมีอิทธิพลอย่างสูงต่อพฤติกรรมของปัจเจกชน
3. การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม กระบวนการ วิธีการทำงานของกลุ่มทีมงานตลอดจนแบบแผนความสัมพันธ์ภายในกลุ่มทีมงานและระหว่างกลุ่มทีมงานจะเป็นวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การอย่างถาวร
คติฐานดังกล่าวเบื้องต้นทั้งสามประการนี้เป็นคติฐานของเบลค เมาทัน เชปปาร์ด โฮโรวิทซ์ และแมกเกรเกอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ให้กำเนิดสาขาวิชาการพัฒนาองค์การ
การทดลองในห้องปฏิบัติการและกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์เป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตของกลุ่ม และช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาทีมงานที่มีประสิทธิภาพ รากฐานความเชื่อเกี่ยวกับพลังของกลุ่มหรือทีมงานที่มีประสิทธิภาพนี้มีพื้นฐานมาจากหลายสาขาวิชา เช่น มานุษยวิทยา สังคมวิทยา ทฤษฎีองค์การและจิตวิทยาสังคม
ไลเคิร์ท ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า “การที่สมาชิกของกลุ่มจะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีข้อบังคับเบื้องต้นว่าทีมงานหรือกลุ่มต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสียก่อน”
ไลเคิร์ทมีความเชื่อว่าวัฒนธรรมของทีมงานมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของสมาชิกของทีมงาน
ดังนั้น การยอมรับความสำคัญของพลังกลุ่มหรือทีมงานจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของปัจเจกชนและองค์การ ซึ่งกลายมาเป็นเนื้อหาสาระที่สำคัญของการพัฒนาองค์การทั้งทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ



บทบาทของผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์
ผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์ควรมีบทบาทในการทำงานใน 4 ด้านคือ
1. การวางแผน (Planning) โดยมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการวางแผนกำลังคน เพื่อป้องกันปัญหาคนล้นงาน หรือการขาดแคลนคนที่ต้องการในอนาคต
2. การจัดองค์การ (Organizing) เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างงาน บุคคล และวัสดุเครื่องมือต่างๆ โดยโครงสร้างนี้ต้องเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจและสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การอำนวยการหรือการสั่งการ (Directing) เป็นดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานและมีการกระตุ้นให้สมาชิกในองค์การตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
4. การควบคุม (Controlling) เป็นการควบคุมดูแลว่าฝ่ายต่างๆได้ทำงานตามเป้าหมายและนโยบายที่กำหนดไว้หรือไม่
อ้างอิง วรารัตน์ เขียวไพรี. (2545). การบริหารทรัพยากรมมนุษย์. กรุงเทพฯ


ผู้นำ คือ ผู้ที่มีลักษณะพิเศษบุคคลหนึ่งที่สามารถมีอิทธิพลในการดำเนินงาน หรือปฏิบัติงานเหนือบุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นโดยใช้การติดต่อสื่อสาร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
คุณสมบัติของผู้นำที่ดี
1. ภูมิหลังและประสบการณ์ สามารถตัดสินใจสั่งการ วางแผน มีทักษะในการทำงานด้านต่างๆ
2. สติปัญญาและสุขภาพจิต ไม่ว่าจะด้านภาษา หรือการมีเหตุผล
3. มีเหตุมีผล สามารถแยกผิดแยกถูกได้
4. มีความสามารถในการวินิจฉัย เป็นการรู้จักคิดอย่างลึกซึ้งและตัดสินใจได้ถูกต้อง
5. จดจำได้ โดยเฉพาะชื่อลูกน้อง หรือจำเรื่องราวต่างๆที่เคยให้สัญญาไว้
6. มีความรอบรู้ เป็นการใฝ่หาความรู้อย่างกว้างขวาง รู้จักแยกแยะปัญหา นำมาวิเคราะห์ วินิจฉัย ตัดสินใจ เพื่อหูตาจะกว้างขวาง เป็นการศึกษาหาความรู้
7. ยืดหยุ่น เป็นการยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ ไม่ถือตัวเป็นหลัก
8. มีมนุษยสัมพันธ์ สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ดี เพราะงานจะสำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ด้วยการรู้จักเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น รวมทั้งต้องใจกว้างและไม่เข้าข้างตัวเอง
9. มีแรงจูงใจ เป็นแรงจูงใจที่ค่อนข้างสูง และทำอะไรที่ดีและเป็นประโยชน์หรือประสิทธิผล
10. เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่โลเล แต่ก็ไม่ใช่ประเภทไม่ฟังความคิดเห็นของใคร
11. มีปฏิภาณไหวพริบ สามารถแก้ไขปัญหาตามสภาวะและโอกาสต่างๆอย่างได้ผล
12. มีความซื่อสัตย์ ไม่คิดโกง
13. มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียง ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง
14. สอนงานคนอื่นได้ เป็นการถ่ายทอดความชำนาญของตนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
15. เป็นนักฟังที่ดี เพื่อรับข้อมูลจากผู้อื่น และทำให้ผู้พูดเกิดกำลังใจที่เรารับฟังสิ่งที่เขาพูด
16. มีความคิดสร้างสรรค์ พยายามหาสิ่งที่ทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป
17. น่าเชื่อถือเลื่อมใส เป็นการเลื่อมใสศรัทธาตนเอง และให้คนอื่นศรัทธาเราด้วย
18. มีวินัย เคารพกฎเกณฑ์ และปฏิบัติตาม
19. มีความทะเยอทะยาน ความทะเยอทะยานจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดริเริ่ม
การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นการดำเนินงานหรือกิจกรรมที่ใช้กระตุ้น และสนับสนุนองค์การ ให้สามารถผ่านช่วงแห่งการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ในการทำงาน ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ กุญแจสำคัญดอกแรกของการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล คือการทำให้บุคลากรในองค์กร (ทรัพยากรมนุษย์) เชื่อ และตระหนักในคุณค่า หรือเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง ดังคำกล่าวของเกว็น เวนทริส ที่ว่า First, you must get your people to believe in the value of change. ก่อนอื่นใด ท่านต้องทำให้คนของท่านเชื่อ และตระหนักถึงคุณค่าแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเสียก่อน
C = Challenge  ต้องกล้าทักทาย (มีวิสัยทัศน์)
H = Head          ต้องกล้าคิดใหม่ (คิดนอกกรอบ)
A = Analysis     ต้องศึกษา วิเคราะห์ (มีข้อมูลเพียงพอ)
N = Network     สร้างเครือข่าย (ต้องแสวงหาเพื่อน)
G = Good Governance  ต้องมีธรรมรัฐ (จริงใจ)
E = Effective     ต้องคำนึงถึงประสิทธิผล (คิดถึงผลลัพธ์)
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มี 2 ประเภท ได้แก่
1. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ เทคโนโลยี
2. ปัจจัยภายใน แบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท ได้แก่
2.1 ระบบย่อยอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การบริหาร การจัดการผลิต เป้าหมายขององค์กร โครงสร้างองค์กร
2.2 ระบบย่อยอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ วัฒนธรรมองค์กร การเมืองในองค์การ ภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร
อ้างอิง พันศักดิ์ ผู้มีสัตย์. (2553). การบริหารจัดการยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (1996) จำกัด
ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัวดังนี้

1.การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในด้านแรงงาน เทคโนโลยี รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก เพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้

2.การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ

3.หาตลาดส่งออก ปรับปรุงการผลิตให้สามารถปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียนได้ รวมถึงการบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบราคาถูกและมีคุณภาพดีในภูมิภาค

4.การปรับปรุงโครงสร้างภาษีของไทยทั้งระบบเพื่อให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทย

5.ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการผลิต (Production Network) เพื่อให้สามารถสร้าง Economy of Scale เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

6.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

7.มีกลไกที่ก่อให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าสู่ตลาดภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลจาก : กลุ่มพหุภาคี สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ 15 มีนาคม 2554 http://www.thai-aec.com/108

ตัวอย่างบริษัทที่เตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาดโลกคือ  กสิกรไทย

      กสิกรไทยเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ กว่า 800,000 ล้านบาท จัดทัพสายงานวาณิชธนกิจ (Investment Banking Business Division) ส่งขุนพลผู้บริหารชั้นแนวหน้าพร้อมทีมงานจากเครือธนาคารฯ รวมกว่า 70 คน รองรับการเติบโตของตลาด ผ่านบริการที่ปรึกษาและบริการด้านการจัดหาเงินทุนแก่ธุรกิจทั้งในและต่าง ประเทศกว่า 220 โครงการ มั่นใจมีการลงทุนต่อเนื่อง ตั้งเป้าวาณิชธนกิจเคแบงก์เติบโตกว่า 35% ใน 3 ปีข้างหน้า ยึดตำแหน่งผู้นำตลาดต่อเนื่อง

          นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ช่วงหนึ่งปีนี้ จะมีมูลค่ารวมถึง 800,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการธุรกิจข้ามชาติมูลค่าสูงถึง 40% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด การลงทุนของธุรกิจเข้าสู่ตลาดระดับท้องถิ่นตามหัวเมืองจังหวัดใหญ่ต่าง ๆ ประมาณ 20% และการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานประมาณ 40% นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง เริ่มให้ความสนใจในการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่จะมีเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรับ มือกับการแข่งขันในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงทำให้เกิดความต้องการใน การให้คำปรึกษาทางธุรกิจเพื่อการจัดหาเงินทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และการจัดโครงสร้างทางการบริหารและการเงินอื่น ๆ

          จากการเติบโตของความต้องการด้านเงินทุน และแนวโน้มการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติของลูกค้าดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทย จึงได้ปรับโครงสร้างการบริหารของสายงานวาณิชธนกิจ (Investment Banking Business Division) เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการด้านการจัดหาเงินทุนและเป็นที่ปรึกษาทางการ เงินสำหรับรองรับการขยายตัวดังกล่าว โดยการจัดตั้งสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย ครั้งนี้ ธนาคารฯ จะมีนายภานพ อังศุสิงห์ เป็นผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย นายสุรเดช เกียรติธนากร เป็นผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ดูแลด้านตลาดตราสารหนี้ (Debt Capital Markets)  และนายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ เป็นผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ดูแลด้านตลาดตราสารทุน (Equity Capital Markets) โดยจะประสานงานร่วมกับนายวศิน วณิชยวรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท และทีมผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าของเครือธนาคารกสิกรไทยที่จะดูแลและให้ บริการลูกค้าอย่างมืออาชีพ 

          นายภานพ อังศุสิงห์ ผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวนโยบายสำคัญในการดำเนินงาน คือ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มองความต้องการและการเติบโตของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ประกอบกับการมุ่งเน้นการประสานผลลัพธ์ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและ ครอบคลุมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ (Debt Capital Markets) ซึ่งมีทั้งบริการที่ปรึกษาด้านการออกและเสนอขายหุ้นกู้ การจัดหาเงินกู้ร่วม การออกและเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และงานที่ปรึกษาทางการเงิน  และการระดมทุนผ่านตลาดตราสารทุน (Equity Capital Markets) เช่น การให้บริการคำปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็น ครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) บริการที่ปรึกษาด้านการซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions) และบริการที่ปรึกษาในการหาผู้ร่วมทุน (Joint Venture) โดยทีมงานที่มีความชำนาญในการทำงานระดับสากล ธนาคารฯ เชื่อว่าด้วยโครงสร้างการบริหารและความพร้อมของเครือธนาคารกสิกรไทย ที่สามารถสอดรับการให้คำตอบทางธุรกิจอย่างครบวงจร จะช่วยส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่ง ขันให้แก่ลูกค้า นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจไทย

          ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ให้บริการด้านการระดมทุนในระดับแนวหน้าของตลาดอย่าง ต่อเนื่อง โดยโครงการระดมเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาและสรุปผลแล้วประมาณ 70 โครงการ มูลค่ารวม 330,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ธนาคารกสิกรไทยเข้าไปให้บริการแก่ลูกค้าถึง 40 โครงการ ในมูลค่ารวม 225,000 ล้านบาท สามารถผลักดันให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารฯ เติบโตในช่วงครึ่งปีแรกแล้วประมาณ 10%

          สำหรับโอกาสทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีโครงการธุรกิจที่จะระดมเงินทุนอีกกว่า 150 โครงการ มูลค่ากว่า 470,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคาร ฯ คาดว่า ประมาณ 90% จะเป็นการระดมทุนจากการกู้ยืมและการทำสินเชื่อโครงการ (Project Finance) ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นการให้บริการด้านตลาดทุน ทั้งการให้คำปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็น ครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) และการเสนอขายหุ้นที่มีอยู่แล้วในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนเพิ่มเติม (Public Offering: PO) และการซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions) เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิเช่น อุตสาหกรรมพลังงาน การก่อสร้าง ปิโตรเลียม อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนอุตสาหกรรมภาคการบริโภคอย่าง อาหาร และ สินค้าทางการเกษตรอุตสาหกรรมต่าง ๆ 

          นอกจากนี้ แนวโน้มสำคัญอีกประการ คือ บริษัทขนาดใหญ่ของไทยมีการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศสูงขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเปิดเสรีทางการค้าในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งอาจนำไปสู่การนำกิจการเข้าจดทะเบียนเพื่อการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ต่างประเทศ หรือการควบรวมกิจการข้ามชาติจำนวนมากขึ้น ทีมวาณิชธนกิจของธนาคารกสิกรไทยก็มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเข้าไปดูแลให้ บริการแก่ธุรกิจในระดับภูมิภาคดังกล่าว ด้วยจุดแข็งของธนาคารฯ คือ มีแมคควอรีกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการเงินด้านวาณิชธนกิจการอันดับหนึ่งของออสเตรเลียเป็น พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจของธนาคารฯ

          นายภานพ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความมั่นใจถึงศักยภาพของทีมงานวาณิชธนกิจ ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกมิติ พร้อมเข้าดูแลการระดมทุนของธุรกิจลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ด้วยทีมงานมืออาชีพ เครือข่ายธุรกิจของธนาคารที่มีฐานลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมทั้งเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล ทั้งนี้ ธนาคารฯ ตั้งเป้าหมายงานวาณิชธนกิจจะมีมูลค่าเติบโตกว่า 35% ในอีก 3 ปีข้างหน้า และครองตำแหน่งผู้นำตลาดต่อไป

http://m.kasikornbank.com/Mobile/TH/Pages/whathotdetail.aspx?iurl=/TH/WhatHot/Pages/IBDivision.aspx
กลเม็ดสร้างคน'สเวนเซ่นส์' เบ้าหลอมพฤติกรรมรวมเป็นหนึ่ง

       *เปิดแม่พิมพ์คน "ไอติม" สร้างคนอย่างไร ? ให้ธุรกิจสำเร็จ
       
       *เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับปรุงงาน หัวใจหลักที่ทำให้สาวสเวนเซ่นส์ 160 สาขาเหมือนกันจนแยกไม่ออก
       
       *งัดข้อจำกัดทางธุรกิจดันเป็นจุดแข็ง ระบบ Decentralize เอาทุกอย่างออกจากศูนย์กลาง
       
       *เสริมกำลังระดับ Manager พร้อมปูทางหากเบื้องหน้าขาดพนักงานพาร์ทไทม์ สังคม ชุมชนคือคำตอบ
       
       กลยุทธ์สร้างความสำเร็จให้กับไอศกรีมสเวนเซ่นส์ บริษัทในเครือไมเนอร์ ฟู้ดส์ กรุ๊ป กว่า 160 สาขาทั่วประเทศ พนักงานกว่า 3,000 คน โดย 99% คือพนักงานพาร์ทไทม์ และมีเทริ์นโอเวอร์เรตอยู่ที่ 100% ต่อปี การบริหารงานดูเหมือนยาก แต่ที่แท้ทำง่ายๆ ได้อย่างไร
       
        พร้อมเผยสิ่งที่พบว่าทำไม พนักงานสเวนเซ่นมีความเหมือนกันเกือบทุกสาขา จากกลเม็ดสูตรเด็ดหาพนักงาน แปลงพฤติกรรมให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน ปัจจัยอะไรหนุนหลังอยู่บ้าง ผู้บริหารไอศกรีมจะเผยสูตรก็ครานี้
       
       กลเม็ดสร้างความสำเร็จ
       
        ชุมพจน์ ตันติสุนทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สเวนเซ่นส์(ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในกิจการของ บริษัท ไมเนอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้พนักงานสเวนเซ่นส์มีความแตกต่างจากที่อื่นเนื่องจากความเหมือน โดยในการทำงานเพื่อความสำเร็จนั้นมีวิธีที่ทุกคนในบริษัทจะรับรู้ร่วมกัน เมื่อเข้ามาทำงานก็คือ 1.รวมใจเป็นหนึ่งเพื่อเป้าหมายเดียวกัน 2.ปรับพฤติกรรมให้เหมือนกัน 3.สร้างค่านิยม 4.ผู้นำเป็นแม่แบบ และ5.การสื่อสารแบบเปิดเผย
       
        ในขั้นที่หนึ่งพนักงานจะต้องรู้ว่าเป้าหมายในการทำงานสุดท้ายขององค์กรคือ กำไร ต้องการยอดขายที่ถล่มทลาย ซึ่งการสื่อสารให้คนอื่นรับทราบนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานการสื่อสารที่ เร้าใจจะทำให้พนักงานรู้เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยต้องไม่บอกแค่ว่าบริษัทต้องการเพียงยอดขาย แต่ต้องบอกเขาด้วยว่าหากทำให้องค์กรแล้วเขาจะได้อะไร หัวหน้าจึงต้องมีความสามารถในการขาย ชักจูงใจให้ได้ ขายแนวคิดเพื่อนำสู่การปฏิบัติ
       
        "เป้านั้นตั้งได้ไม่ยาก แต่ยากตรงที่จะขายให้ลูกน้องว่าเกี่ยวพันกับเขาอย่างไร และให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับเป้าหมายที่จะร่วมกันสร้าง"
       
        ส่วนการปรับพฤติกรรมพนักงานให้เหมือนกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของทีม พฤติกรรมของคนในร้านสเวนเซ่นส์ หรือคนในไมเนอร์ก็ตาม ทำอย่างง่ายๆ ที่สามารถบอกกับคนนอกได้ก็คือ การอบรม Training จึงไม่น่าแปลกใจว่า 160 สาขาของร้านไอศกรีม พนักงานจะเหมือนกันหมด ซึ่งเกี่ยวกับการบริหารแบบ Decentralize ที่เอาศูนย์รวมของงานทุกอย่างไปไว้ที่ร้าน
       
        ทั้งนี้ภาระงานทั้งหมดถูกมอบหมายมาพร้อมกับความไว้ใจ(Trust) ซึ่งจะรับมอบโดยผู้จัดการร้าน ผู้มีหน้าที่หาพนักงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และดูแลจัดการร้าน
       
        "ยกทุกอย่างให้ร้านสาขาดำเนินการ ตั้งแต่การฝึกเรื่องการอบรมพนักงาน ซึ่งการฝึกและเลือกคนให้ได้ตามต้องการก็ต้องมีเทคนิค พฤติกรรมมาตรฐานต้องสร้างและพัฒนาได้ชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้าทีมทั้งหมด ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ศูนย์กลางหรือสำหนักงานใหญ่เล็กนิดเดียว"
       
        ชุมพจน์ บอกว่า ในระยะเริ่มต้นมีเสียงบ่นขรมจากภายนอกว่าพนักงานมีมาตรฐานไม่เท่ากัน บางสาขาสวย น่ารัก แต่บางแห่งแตกต่างไป บริษัทจึงเริ่มหาแนวทางการปรับพฤติกรรมให้เหมือนกัน
       
        ถ้าเป็นมาตรฐานผู้ชายมักบอกว่า "ผู้หญิงเซ็กซี่" ต้อง ขาว สวย หมวย ... แต่การสรรหาพนักงานจะเจาะจงขนาดนั้นไม่ได้ และเพราะยืนอยู่บนพื้นฐานของความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้นระดับผู้จัดการจึงเริ่มคิดมาตรฐานของร้านเพื่อความคงเส้นคงวาของ คุณภาพได้ดังนี้
       
        "ยิ้มแย้มเริงร่า พูดจาฉะฉาน ทำงานกระฉับกระเฉง"
       
       ตำราหาคนโดนใจ
       
        ชุมพจน์ กล่าวว่า คุณสมบัติของคนข้อแรกที่สเวนเซ่นส์ต้องการก็คือยิ้มแย้ม เนื่องจากเป็นปราการด่านแรกที่คนอื่นๆ สามารถมองเห็นได้ มาตรฐานของร้านมีอยู่ว่าต่อให้สวยสะคราญเพียงไหน แต่หากยิ้มไม่เป็นก็ไม่เลือก ความเริงร่าจะดูจากกริยาท่าทางที่ดูไม่อมทุกข์ หากศูนย์ใหญ่กำหนดตุ๊กตาไว้แบบนี้ ระดับผู้จัดการร้านก็สามารถเข้าใจได้ทันที
       
        นอกจากนี้เมื่อด่านแรกผ่านก็ต้องคัดสรรคนที่พูดจาฉะฉานด้วย ซึ่งนิยามสั้นๆ ว่าเชื่อมั่นในตนเองสูง ก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นคำที่น่ากลัวมาก เพราะหากระดับเพดานของความมั่นใจสูงเกินไปพนักงานอาจมีเรื่องกับลูกค้าได้
       
        มาตรฐานของพูดจาฉะฉานก็คือ ระดับต่ำกว่าเชื่อมั่นในตัวเองลงมา คือ อย่างน้อยจะต้องมีความมั่นใจระดับหนึ่ง มั่นใจในสินค้า ซึ่งสามารถสร้างได้ด้วยการอ่าน และฝึกฝนพอสมควร และกระฉับกระเฉงก็คือดูบุคลิกภาพท่วงท่าการเดิน ที่คล่องแคล่วว่องไว สามารถให้บริการทันกับความต้องการได้
       
        "แต่ทั้งหมดกระบวนการของร้านหลังจากได้พนักงานมาจะอบรมให้ออกมายืนยิ้มเริงร่าและให้บริการลูกค้าได้ภายในเวลา 3 วัน"
       
        ดึงข้อจำกัดเป็นข้อได้เปรียบ 
       
        ข้อดีของการทำให้ข้อจำกัดทางธุรกิจในระบบ Decentralize กลายเป็นจุดแข็ง เพราะในระดับเทิร์นโอเวอร์เรต 100 % การจะหาพนักงานให้ทันกับความต้องการนั้นวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ และเรียกตัวมาสัมภาษณ์ได้ทั้งหมด การทำงานโดยมีศูนย์กลางที่สาขาจะทำให้ได้เปรียบและเป็นประโยชน์ในการปรับ พฤติกรรมให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน
       
        "มีวิธีการอีก 108 ที่องค์กรอื่นสามารถใช้ในการปรับพฤติกรรมพนักงาน ซึ่งต้องดูว่าบริษัททำอะไร และจะทำอย่างไรให้แตกต่าง งานขายต้องการพฤติกรรมอย่างไร อาชีพให้บริการจะต้องมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง วิศวกรต้องมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง กล่าวคือ ต้องหาจุดร่วมของพฤติกรรมในองค์กรให้เจอเสียก่อน แล้วค่อยจัดหาประโยคเด็ดๆ ขึ้นมา ซึ่งสเวนเซ่นส์ก็ทำตามขั้นตอนนี้ จากนั้นก็ทำการสื่อสารไปยัง160 แห่งเข้าใจตรงกัน"
       
        ชุมพจน์ ให้ความเห็นว่าการปรับให้พนักงานในร้านมีพฤติกรรมเดียวกัน ส่งผลให้ง่ายต่อการจดจำในสายตาคนนอก พฤติกรรมคล้ายกันหน้าตาจึงดูคล้ายกันโดยปริยาย
       
        "ชุดยุนิฟอร์มเป็นอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องสื่อถึงพฤติกรรมหลักที่เรามีทั้ง หมดด้วย ซึ่งหัวหน้าทีมจะต้องเป็นคนกำหนด ไม่ต้องรอให้บริษัทแม่เป็นคนกำหนดทุกอย่าง โดยการออกแบบจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายการตลาด ออกแบบให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของแบรนด์ และเหมาะสมกับวัยของพนักงาน ซึ่งจะเป็นจุดขายที่ดึงดูดพนักงานวัยรุ่นได้ทางหนึ่ง"
       
        ส่วนความผูกพันกับองค์กรก็ใช้คนนอกและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวพนักงานเข้ามาช่วยนั่นคือ สังคม กลุ่มเพื่อน การสร้างภาพรวมให้ว่าที่พนักงานมองเห็นนั้นความเป็นพวกเดียวกันจะส่งเสริม ให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงานของบริษัท จึงจะทำให้อายุการทำงานของพนักงานยืดยาวมากขึ้น
       
        "พนักงานในบริษัท มี 2 ส่วนคือ พนักงานประจำกับพนักงานพาร์ทไทม์ อัตราการลาออกที่มีประจำนั้นเกิดขึ้นเพราะส่วนใหญ่พนักงานที่ร้านเป็น พนักงานชั่วคราว ทำงานพิเศษตอนเรียนปี 2 เรียนจบก็ลาออกไปทำงานประจำของเขา นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นพนักงานประจำอัตราการลาออกแทบไม่มี"
       
       เตรียมกำลังเสริมทัพ
       
        อย่างไรก็ตามเนื่องจากจำนวนตัวเลขและการอัตราการลาออกยังอยู่ในจำนวนที่สูง ทำให้บริษัทเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าบางทีอาจจะต้องเริ่มหาพนักงานประจำ หรือไม่ก็ต้องปูทางสำหรับรองรับอนาคตร้านเอาไว้ โดยวิธีการของสเวนเซ่นก็คือ ทำโครงการร่วมกับชุมชน เข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับผู้ปกครอง โรงเรียน โดยเฉพาะต่างจังหวัด ซึ่งจุดนี้จะทำให้ชุมชนเชื่อถือในองค์กร และสร้างทัศนคติที่ว่าการให้ลูกหลานมาทำงานในร้านนั้นปลอดภัยและเชื่อถือได้
       
        ในระหว่างนั้นก็เสริมกำลังใจให้พนักงานระดับผู้จัดการด้วยการเชิญบุคคลที่ ประสบความสำเร็จที่อยู่ในกระแสมาจุดประกายไฟ หรือสร้างแรงบันดาลใจด้วยการเล่าเรื่องที่ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะประสบความ สำเร็จ เป็นกลเม็ดสร้างแรงฮึดได้ดีเยี่ยม
       
        แต่สำหรับการสื่อสารที่สร้างให้อยู่ในมาตรฐานของสเวนเซ่นส์ และของไมเนอร์กรุ๊ปจะสร้างให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันเพราะสิ่งที่เห็นกับความ เป็นจริงมาตรฐานจะต่างกัน เช่น ผ้าขาวหนึ่งผืน พนักงานอาจจะมองว่าสะอาด แต่บริษัทบอกว่าสกปรก ก็ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจระดับของความเป็นจริงให้ได้ว่าสิ่งที่องค์กรต้องการ จากเขาคืออะไร
       
        การสื่อสารอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา โดยปราศจากความอ้อมค้อมและเกรงใจ จึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญ อันจะทำให้ขั้นตอนการสื่อสารลดเวลาลง นอกจากนี้จะไม่ทำให้เสียใจหรือผิดใจกันในภายหลัง
       
        "พูดได้ว่าปิยวาจา มธุรสวาจา แทบไม่เอาเลย ในไมเนอร์จะพูดเลยว่าคุณไม่ดี อะไรไม่ดี"
       
        จึงไม่แปลกว่าตั้งแต่ระดับหัวเรือใหญ่ของไมเนอร์ กรุ๊ป ไล่ลงมาจนถึงหางแถวตัวเล็กๆ ในบริษัทที่พบและเห็นในวันนี้ พฤติกรรมเบ้าหลอมที่เหมือนกันจึงเป็นตัวกำหนดด้วยเช่นกันว่าจะรับใครเข้าทำ งานด้วยหรือไม่? เพราะทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นภาพของการเป็นพวกเดียวกัน


อ้างอิง ผู้จัดการ.  (2550).  กลเม็ดสร้างคน'สเวนเซ่นส์' เบ้าหลอมพฤติกรรมรวมเป็นหนึ่ง.  (ข้อมูลออนไลน์).  สืบค้นจาก : http://www.manager.co.th/.  (11 กันยายน 2555).



นางสาวหทัยทิพย์ พรายแก้ว รหัส 5210125401070 การจัดการทั่วไป ปี 4


บริษัท พริ้นท์ซิตี้ จำกัด กับคำว่า Green Print

             Green Print คือ การพิมพ์ที่ให้ความสำคัญกับการผลิต ทำให้สิ่งพิมพ์เสียหายจากการพิมพ์น้อยที่สุด เป็นเทคโนโลยีใหม่ในธุรกิจสิ่งพิมพ์สีเขียว ที่ต่อยอดธุรกิจแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์
Print City ธุรกิจสีเขียว รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม : ธุรกิจสิ่งพิมพ์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีทั้งกลิ่นและสารเคมีจากหมึกพิมพ์ที่ ที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงของเสียจากการพิมพ์ อาทิ หมึกพิมพ์ที่เปื้อนหน้าหนังสือ กระดาษจากงานพิมพ์เสียที่กองทับถมกัน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการปลอยก๊าซเรือนกระจกเข้าทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ
            "บริษัท พริ้นท์ซิตี้ จำกัด" เป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์รายแรกของไทยที่เติบโตมาจากธุรกิจ SMEs เล็กๆ ผลิตงานพิมพ์และงานจัดจำหน่ายหนังสือในนามบริษัท โอเชี่ยน บุ๊คมาร์ท จำกัด เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมจัดจำหน่ายหนังสือ จนแตกไลน์กลายมาเป็น บริษัท โอเชี่ยน เปเปอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายกระดาษรายใหญ่ของดับเบิ้ลเอ นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่ได้ให้ความสำคัญต่อการผลิตและการใช้เทคโนโลยีสะอาดมาช่วยในการลดปริมาณของเสียที่เกิดจากการพิมพ์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีผลต่อการทำลายชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาโปรแกรมที่เรียกว่า "Green Print Solution" เพื่อใช้ในการคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับอุตสาหกรรม
            ในปี 2553 บริษัท พริ้นท์ซิตี้ จำกัด ถือเป็นบริษัทสิ่งพิมพ์รายแรกในไทยที่ได้รับเครื่องหมาย "คาร์บอน ฟุตพริ้นท์" จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์เรียกว่า "กรีนพริ้นต์" เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองในระบบการพิมพ์ทั้งกระบวนการ โดยสิ่งพิมพ์ที่ผลิตจากพริ้นท์ซิตี้จะผ่านกระบวนการพิมพ์โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในช่วงการผลิต ผ่านการประเมินวัฏจักรชีวิตของสิ่งพิมพ์ตลอดช่วงอายุและสามารถแสดงค่าตัวเลขของ CO2 ที่วัดค่าได้อย่างเหมาะสม
          ขั้นตอนการผลิตของ Green Print เพื่อให้เกิดขยะหรือสิ่งพิมพ์ที่เสียหายจากการพิมพ์น้อยที่สุด

                   1. เริ่มจากกระดาษที่นำมาพิมพ์ที่มาจากฟาร์มกระดาษที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม

                   2. มีการตรวจปรู๊พแบบ Digital

                   3. การทำ Plate จากคอมพิวเตอร์โดยตรงเพื่อลดต้นทุนจาก Aluminum Plate ที่กลายเป็นวัสดุเหลือใช้จากงานพิมพ์ที่เป็นขยะ

                   4. หมึกพิมพ์ ใช้หมึกที่ทำมาจากถั่วเหลือง

                   5. เครื่องพิมพ์ใช้ระบบจ่ายหมึกอัตโนมัติ และเป็นระบบ Digital Printing

      จากกระบวนการดังกล่าวจะทำให้บริหารจัดการ เพื่อลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน กากของเสียหรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นขยะลงได้ นี่คือนโยบายการดำเนินของ บริษัท พริ้นท์ซิตี้ จำกัด  นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่ได้กำหนดเป้า หมายในการดำเนินธุรกิจสีเขียวต่อยอดธุรกิจแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเป็นการ รวม Supply Chain แบบ Up Stream ที่ทำให้ทุกกระบวนการผลิตจัดซื้อสั้นลงและมีประสิทธิภาพ และพริ้นท์ซิตี้อยู่ในช่วงที่จะได้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นรายแรกของ เอเชียและได้รับการต้อนรับอย่างดีในงานAsian Symposium NEXT-GENERATION PRINTING SCIENCE AND TECHNOLOGY 2010 ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จนเป็นการปลุกกระแสการปรับตัวในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ครั้งใหญ่ของเอเชีย



อ้างอิง Industry Focus.  (2555).  บริษัท พริ้นท์ซิตี้ จำกัด กับคำว่า Green Print.  (ข้อมูลออนไลน์).  สืบค้นจาก : http://www.environnet.in.th. (11 กันยายน 2555).


นางสาวนัฐภรณ์ อยู่ดี รหัส5210125401068 การจัดการทั่วไป ปี 4



บทที่11 การบริหารจัดการธุรกิจสีเขียวและการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กลายเป็นกระแสความตื่นตัวที่หลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขานรับและนำไปปฏิบัติ ได้เริ่มจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ชื่อเศรษฐกิจสีเขียว เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว ธุรกิจสีเขียว การลงทุนสีเขียว การพัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียว ฯลฯ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความตื่นตัวอย่างกว้างขวางนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันขององค์การสหประชาชาติซึ่งได้กำหนดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียวภายใต้ในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน" เป็นวาระหลักเรื่องหนึ่งในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (การประชุม Rio+20) ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 ในช่วงปีที่ผ่านมาจึงมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวจำนวนมากทั้งในระดับประเทศ ระดับกลุ่มภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ โดยจะมีการประชุมเป็นระยะต่อเนื่องอีกไปจนถึงกลางปีหน้า
            แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ถูกนำเสนอจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เพื่อปรับแก้ไขให้ระบบเศรษฐกิจ (เสรีนิยมใหม่) ที่เป็นอยู่ ให้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสีเขียวยังเป็นแนวคิดที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งอีกมากระหว่างนักเศรษฐศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับความหมายและคุณลักษณะซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้นิยามความหมายอย่างกว้างของเศรษฐกิจสีเขียวไว้ว่าหมายถึง “ระบบเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม และในขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาความขาดแคลนของทรัพยากรลงได้”
            ในด้านบวก กระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่เกิดขึ้นนับเป็นโอกาสอันดีสำหรับการที่ประเทศไทยจะได้ทบทวนทิศทางและแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศที่เป็นอยู่ และปรับไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับการผลักดันแก้ไขระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เป็นเพียงเป้าหมายการค้าเสรีดังที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ดี ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวไปสู่การปฏิบัติ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้แสดงความเห็นในเชิงข้อห่วงกังวลและข้อควรระวังต่อการใช้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวในทางที่ผิด (Misuse) หรือใช้ผิดบริบท โดยมีประเด็นหลายประการที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น
            1. การใช้เศรษฐกิจสีเขียวในมิติเดียว และแยกออกจากกรอบ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มุ่งเน้นเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น โดยขาดการพิจารณาผลกระทบด้านลบต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลระหว่างสามเสาหลักที่เป็นองค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม
            2. การใช้เศรษฐกิจสีเขียวในลักษณะรูปแบบเดียวกันกับทุกประเทศ (One size fits all) โดยขาดการพิจารณาถึงสถานะและระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนา หรือความล้มเหลวทั้งสองด้าน
            3. การใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและนัยสำคัญเกี่ยวโยงจากแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอาจนำไปใช้เป็นหลักการหรือแนวคิดเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกำหนดมาตรการฝ่ายเดียวด้านการค้าเพื่อกีดกันสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา
            4. การใช้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดเสรีการค้าสินค้าด้านสิ่งแวดล้อม และการเปิดเสรีบริการด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยอ้างว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนาให้ดีขึ้น
            5. การใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเหตุผลสนับสนุนการอุดหนุน (Subsidy) ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบด้านการแข่งข้นต่อประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากมีเงินทุนอุดหนุนน้อยกว่า
            6. ปัญหาจากการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าให้มีความเข้มงวดหรือมีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานใหม่
            7. การใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อประเทศกำลังพัฒนาสำหรับการให้ความช่วยเหลือ การกู้เงิน หรือการปรับโครงสร้าง/ปรับลดหนี้ ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อประเทศกำลังพัฒนาให้ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นมิติด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มากกว่าการใช้นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นธรรม
            กระแสเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นทั้งโอกาสที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมของระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ช่วยยกระดับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความยากจนในประเทศ ซึ่งการที่จะได้ประโยชน์ดังกล่าวจะต้องผลักดันออกแรงในเวทีเจรจาและต้องทำการบ้านภายในประเทศอีกมาก ในขณะเดียวกัน กระแสเศรษฐกิจสีเขียวก็อาจสร้างผลกระทบและความเสี่ยงในหลายด้าน ซึ่งก็เป็นการบ้านในอีกด้านหนึ่งของประเทศไทยสำหรับการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อกำหนดกติกาและกลไกป้องกันมิให้เกิดปัญหาการใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือในทางที่ผิดและเบี่ยงเบน
ที่มาของข้อมูล : โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs Think Tank)

นางสาวกอบทอง หนูสันทัด 224


บทที่ 11 การบริหารจัดการธุรกิจสีเขียวและการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ความหมายของ ‘Green Business’

ธุรกิจสีเขียวหมายถึง องค์กรที่ประกอบธุรกรรมโดยมีปณิธานในการทำงานที่มุ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายของโลกมนุษย์ อาทิ อากาศ ต้นน้ำ ลำธาร ป่าไม้ สัตว์ป่า พืชพันธุ์ธัญญาหาร แมลง ฯลฯ มีชีวิตอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศวิทยาที่ดีที่สุดและอย่างยั่งยืนที่สุด การดำเนินธุรกิจหรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา ล้วนมีผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อยอยู่ทุกนาที แค่อยู่กับบ้านทำอาหาร อาบน้ำแต่งตัว เข้านอน ฯลฯ ก็ล้วนสามารถสร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลา

แนวโน้มของการพัฒนาแนวคิดกรีนหรือโลกสะอาดยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากเห็นว่าจะดำเนินไปอย่างไรในอนาคต จึงมีนักวิจัยหลายสำนักออกมาพยากรณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของโกลบอล กรีนกันตั้งแต่ต้นปี 2012

อย่างเช่นสถาบันที่มีชื่อว่าเดอะ สเปนเซอร์ อินสติ The Spencer Institute ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของการดำเนินชีวิตแบบกรีนและการดำรงอยู่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปี 2012 ไว้ว่าชีวิตในอนาคตยังคงเน้นความพยายามที่จะอยู่แบบกรีนมากขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่าจะเน้นในด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนของการเติบโตแบบกรีนมากขึ้น ทำให้สีของปี 2012 ยังคงเป็นสีเขียว และแนวคิดกรีนไม่ใช่เพียงแนวโน้มของโลกอีกต่อไป

กรีนไลฟ์สไตล์

กรีนไลฟ์สไตล์หมายถึงการดำรงชีวิตประจำวันแบบกรีน โดยเฉพาะความพยายามดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่เจ็บไม่ไข้ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินประกันสุขภาพที่แพงขึ้น และการเก็บภาษีด้านการรักษาพยาบาลมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มความตั้งใจในการลดการเบียดเบียนโลกและสิ่งแวดล้อมแนวคิดแบบนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจะประหยัด พร้อมทั้งเยียวยาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรงมากขึ้น พร้อมกับแรงบันดาลใจในการบริโภคให้น้อยลง รายจ่ายการบริโภคลดลง จะได้ลดการเบียดเบียนธรรมชาติลง และเอาเวลาที่เคยกินๆ นอนๆ ไปทำสิ่งที่เป็นสาระอย่างอื่นแทน

ความตั้งใจเหล่านี้มีโอกาสเกิดผลสำเร็จได้มากขึ้นในปี 2012 เพราะผู้คนได้มีการเรียนรู้ว่าการมีสุขภาพที่ดีต้องทำอย่างไร และการใช้ชีวิตแบบเลี่ยงความเสี่ยงจะต้องไม่ทำอะไรบ้างที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ความเสี่ยง

อาหารสีเขียวทางเลือกใหม่

เมื่อความตั้งใจจะมีไลฟ์สไตล์แบบกรีนเริ่มต้นขึ้น อาหารก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการดำรงชีวิตในแบบที่ตั้งใจ อาหารออร์แกนิก ปราศจากการใช้สารเคมีหรือ GMOผ่านการดัดแปลงหรือปรุงแต่งน้อยลงให้มากที่สุด และสิ้นเปลืองหีบห่อน้อยที่สุดจะกลายเป็นทางเลือกที่ผู้คนต้องการมากขึ้นในปี 2012

เศรษฐกิจแบบกรีน

แนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นคือทั้งบุคคลธรรมดาและกิจการห้างร้านจะหันไปเลือกการลงทุนและทุ่มแวลาและงบประมาณเพื่อกิจกรรมที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR มากขึ้น

ในส่วนของผู้ประกอบการ การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานแบบกรีนมากขึ้น ถูกมองว่าจะช่วยในการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ใช้กับคู่แข่งขันได้ ยกระดับคุณธรรมของบุคลากร ยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานด้านพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพ จนทำให้ผลการประกอบการดีขึ้น ทำให้สาธารณชนตระหนักว่ากิจการให้ความสำคัญกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจในสินค้าและบริการที่วางจำหน่าย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจกับการเลือกสินค้ามากขึ้น

การศึกษาของบอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป จากผู้บริโภค 9,000 คนทั่วโลกพบว่า การเลือกซื้อกรีนโปรดักส์ยังคงมาอันดับแรก แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะถดถอยลง และ 73% ของคนอเมริกันถือว่าประวัติของผู้ประกอบการในการรณรงค์เรื่องกรีนโปรดักส์เป็นตัวแปรในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

นอกจากนั้น นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าธุรกิจด้านกรีนโปรดักส์จะกลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอนาคต อย่างเช่นบริษัทซีร็อกซ์เชื่อว่ากลังจากใช้กรีนโมเดลแล้ว บริษัทจะประหยัดค่าออกแบบและต้นทุนการผลิตไปได้ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือโตโยต้าที่ใช้สายการผลิตเดียวกับรถยนต์หลายรุ่น จนประหยัดพลังงานในโรงงานได้กว่า 30% แสดงว่าการใช้กรีนไม่ได้เป็นเพียงการทำความดี แต่ยังเป็นการเพิ่มพูนรายได้ของกิจการด้วย

นอกจากกิจการที่เป็นผู้ผลิตแล้ว กิจการค้าปลีกของโลกจะขยับใช้กรีนโมเดลกันมากขึ้นในปี 2012 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว อย่างเช่น ห้างวอลมาร์ทได้กำหนดให้กิจการคู่ค้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคส่งให้ตนต้องตอบคำถามด้านกรีน 15 ข้อ เพื่อประเมินว่าได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากรีนโปรดักส์อย่างเพียงพอหรือไม่

นางสาวกอบทอง หนูสันทัด 224


บทที่ 10 การแข่งขันในตลาดโลกและการปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจจะต้องสามารถสร้างให้เกิดเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกันที่เอื้อต่อการปรับตัวเมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งจะต้องมีสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ทั้งนี้ จะต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทัน มีการปรับโครงสร้างการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตแทนการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกิจกรรมในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างสมดุล เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดภายในและภายนอกประเทศตลอดจนสร้างความแปลกใหม่เพื่อนำตลาด นำไปสู่การเพิ่มการจ้างงาน การยกระดับรายได้ที่แท้จริงและคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ
          ในปัจจุบันปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวยังมีประสิทธิภาพต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพของคน ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความสามารถด้านการบริหารจัดการ และบริการโครงสร้างพื้นฐานที่คุณภาพไม่ดีพอ การเสริมสร้างให้ปัจจัยเหล่านี้มีคุณภาพและเพียงพอเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะทำให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน  ทั้งนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์โดยอาศัยนโยบายและมาตรการระดับมหภาคโดยลำพัง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงแนวทางการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งต่อธุรกิจพื้นฐานด้านการผลิต การค้า และบริการ
        ภาคการผลิตในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวที่ค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะที่โลกปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่อาศัยฐานความรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยพืชเกษตรหลักไม่สามารถแข่งขันได้ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะที่ดินและทรัพยากรน้ำ ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของฐานการผลิตและเป็นปัญหาต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งสถาบันเกษตรกรยังขาดความเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคการเกษตรโดยรวม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนในกระบวนการผลิตสูง เนื่องจากแรงงานขาดทักษะและไม่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพต่ำ ขาดการออกแบบที่ดี รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิต ขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ และขาดกลไกที่จะประสานเชื่อมโยงธุรกิจข้ามชาติในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน รวมทั้งผู้ประกอบการของไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวเพื่อการแข่งขันในตลาดที่มีพลวัตและผันผวนสูงขึ้นได้
      ในด้านบริการ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งทำรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ แต่็ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมหลายประการ อาทิ ความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการที่ต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านบริการการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนภาพพจน์ด้านลบของประเทศด้านยาเสพติดและโสเภณีเด็ก
         สำหรับด้านการค้า สินค้าส่งออกหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานโดยสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทอาหารและมิใช่อาหารยังมีน้อยประเภท ทำให้ฐานสินค้าส่งออกค่อนข้างแคบ ขาดความหลากหลาย ขณะเดียวกันการส่งออกยังต้องพึ่งพิงตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะผันแปรทางเศรษฐกิจในตลาดหลักเหล่านี้ได้ง่าย ในขณะที่ประเทศไทยยังมีอำนาจการต่อรองต่ำในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถขยายส่วนแบ่งด้านของตลาดสินค้าส่งออก รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นได้ ความเป็นเอกภาพในกรอบอาเซียนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความสำคัญในภาวะที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมีอิทธิพลต่อการค้าและการลงทุนของโลกสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน