หน้าเว็บ

กระผม นายอัตถ์ชัย ภู่วนิช เลขที่ 213 รุ่น 19





บทที่ 8 เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการจัดการที่เหมาะสม



การจัดการ HR เชิงกลยุทธ์



การจัดการแบบมีกลยุทธ์เป็นกระบวนการใช้ความสามารถทางความคิดและการปฏิบัติเพื่อจัดการเหตุการณ์ที่จะอุบัติขึ้นในอนาคตได้ดี หมายความว่าการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรเกิดขึ้นด้วยหวังว่าต้องท􀁬ำให้องค์กรมีก􀁬ำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังต้องเป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมอีกด้วย และจะท􀁬ำให้ง่ายต่อการขยายฐานลูกค้า ดังนั้น พนักงานด้านทรัพยากรมนุษย์ให้ความส􀁬ำคัญกับการบริหารงาน



ตามหน้าที่ที่มีการออกแบบไว้แล้ว ซึ่งงานส่วนใหญ่มีลักษณะคงที่ (static duties) จะกลายเป็นจุดอ่อนในเวทีการแข่งขัน แม้ว่าการท􀁬ำงานแบบคงที่หรือซ􀁬้ำๆ กันจะก่อให้เกิดความช􀁬ำนาญ (expertise) ก็ตาม ผลเสียที่ตามมาคือจะไม่สามารถพัฒนาก􀁬ำลังคนขององค์กรให้มีความสามารถปฏิบัติงานเพื่อจัดการกับเหตุอุบัติในอนาคตได้การจะจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ดี ข้อมูลด้านบุคลากรจะต้องมีความครบถ้วนถูกต้องและเป็นปัจจุบัน (real time) ในขณะเดยี วกนั พนกั งานด้านทรพั ยากรมนษุ ย์ต้องมคี วามร้คู วามเข้าใจในธรุ กจิ ขององค์กร เข้าใจสภาพธรุ กจิ ในระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ และความเป็นไปของเศรษฐกิจธุรกิจ รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการเทคโนโลยี



นวัตกรรม (innovation) การแข่งขันในเวทีโลก โอกาสในการเลือกใช้สินค้าและบริการของลูกค้า ทางเลือกของลูกค้าในการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทน ความต้องการของผ้มู สี ่วนได้เสยี ฯลฯ ปัจจยัดังกล่าวยังส่งผลให้คิดต่อว่าต้องพัฒนาพนักงานอย่างไรจึงจะท􀁬ำให้องค์กรเติบโตต่อไปได้การจัดการก􀁬ำลังคนอย่างมีกลยุทธ์ในเบื้องต้นต้องสร้างวัฒนธรรมหลักขององค์กรให้ได้ และวัฒนธรรมนั้นควรแสดงถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่



เสมอ สร้างสรรค์บริการใหม่ ปรับปรุงกระบวนการท􀁬ำงานอย่างต่อเนื่อง แสวงหาตลาดใหม่ สร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าบรู ณาการความร้แู ละประสบการณ์ สร้างความประทบั ใจแก่ลกู ค้าฯลฯ จะเห็นว่าวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นการพิจารณาภายใต้แนวโน้มธุรกิจและแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ การที่องค์กรจะสร้างวัฒนธรรมที่ดีได้ พนักงานจะต้องมีความคิดก้าวหน้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงโดยเข้าใจการประกอบธุรกิจที่มุ่งหมายเอาก􀁬ำไร เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กรบนพื้นฐานความพึงพอใจของลูกค้าวัฒนธรรมพนักงานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่มีความคิดเชิงกลยุทธ์ ส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์พัฒนาบุคลากรขององค์กรได้อย่างแหลมคม ดังนั้นคุณสมบัติของพนักงานด้าน



ทรัพยากรมนษุ ย์ต้องมคี วามร้คู วามเข้าใจระบบเศรษฐกจิ ธรุ กจิ ของประเทศ รู้ถึงแนวโน้มธุรกิจ เข้าใจแผนกลยุทธ์องค์กร แล้วจึงวางแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สามารถสนองตอบต่อแผนธุรกิจขององค์กร อย่างไรก็ดีแผนในการสร้างวัฒนธรรมที่เข้มแข็งขององค์กรเป็นกลยุทธ์ส􀁬ำคัญที่องค์กรต้องสร้างขึ้น ได้แก่ การชอบคิดค้นสิ่งใหม่ การท􀁬ำงานต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ความมีมาตรฐานคือหัวใจของการท􀁬ำงาน บริการคือน􀁬้ำใจ ฯลฯ วัฒนธรรมองค์กรจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการด􀁬ำเนินงานขององค์กรได้เป็นอย่างดีประเด็นค􀁬ำถามที่ช่วยชี้แนะให้การวางแผนกลยุทธ์ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์มีความแหลมคม และสามารถน􀁬ำไปสู่การ



ปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิผลได้ มีดังนี้



1. ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจธุรกิจของโลกและประเทศเป็นอย่างไร



2. ตลาดธุรกิจขององค์กรมีแนวโน้มอย่างไร



3. คู่แข่งธุรกิจขององค์กรมีการพัฒนาอย่างไร ควรศึกษาคู่แข่งในระดับต้นๆ 3-5 องค์กร



4. แผนกลยุทธ์ของคู่แข่งเป็นอย่างไร ให้มองไปข้างหน้า5-10 ปี



5. วัฒนธรรมขององค์กรมีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรและอย่างไรจดุ แขง็ ทมี่ อี ย่จู ะช่วงชงิ โอกาสหรอื กำ􀁬 จดั อปุ สรรคได้หรอื ไม่อย่างไร ในกรณีที่มีจุดอ่อนจะต้องก􀁬ำจัดจุดอ่อนนั้นอย่างไร



6. ก􀁬ำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และวางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีเป้าหมายที่



จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกล่าวโดยสรุป พนักงานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่จะประสบผลสำ􀁬 เรจ็ ในยคุ โลกาภวิ ตั น์ต้องมคี วามคดิ และรอบร้ใู นความเป็นไปของโลกธรุ กจิ ไม่เฉพาะภายในประเทศเท่านนั้ ต้องร้ทู นั ต่อกระแสโลกาภิวัตน์ด้วย โดยต้องมีกลยุทธ์ในการจัดการ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้เป็นก􀁬ำลังส􀁬ำคัญในการน􀁬ำองค์กรให้อยู่รอดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ได้







นิรมิต เทียมทัน. (2549). ยุทธศิลป์การบริหารจัดการ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: พิมพ์ตะวัน.



ประเวศน์ มหารัตน์สกุล. (2551). การพัฒนาองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลง (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: พิมพ์ตะวัน.



ประเวศน์ มหารัตน์สกุล. (2551). การจัดการทรัพยากรมนุษย์



บทที่ 7 การพัฒนาองค์การไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน



แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน



การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development คือกระแสที่โลกในปัจจุบันให้ความสาคัญเป็นอย่างมาก ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และกลไกการตลาด ก่อให้เกิดการเติบโต การผลิต การบริโภคที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางพัฒนาแบบเก่าซึ่งไม่คานึงถึงข้อจากัดในการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลกระทบในทางลบต่ออนาคต ดังนั้น แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) จึงเป็นแนวคิดในการแก้ปัญหานี้



แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเริ่มต้นมาจากการมุ่งหวังให้คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Individual Social Responsibility) จนกระทั่งการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) แต่การดาเนินการไม่ใช่เพียงแค่โครงการหรือกิจกรรมเล็ก ๆ เท่านั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดาเนินการเรื่องดังกล่าว จึงเป็นที่มาของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน



มุมมองของการพัฒนาที่ยั่งยืน



การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ให้ความสาคัญในการรักษาสมดุลทั้งสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และเศรษฐกิจ (Economic) ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงให้ความสาคัญในมุมมอง 4 มิติ ได้แก่



1)ชุมชน หรือ Community คือ การสนับสนุน ส่งเสริม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยการดาเนินกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร



2) สิ่งแวดล้อม หรือ Environment คือ การให้ความสาคัญต่อการใช้ทรัพยากร ไม่ให้เกิดการปล่อยของ เสียที่ส่งผลกระทบต่อความกังวลของชุมชนและผู้รับบริการ รวมถึง การสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นต่อความสำเร็จในอนาคต โดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด



3) ตลาด หรือ Marketplace คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ส่งมอบบริการหรือวัตถุดิบ ซึ่งจะทาให้รับประกันได้ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง และคุณภาพในการจัดหาวัตถุดิบหรือปัจจัยนาเข้าในการบริการ ดังนั้น การสร้างความยั่งยืนทางการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กร จึงจาเป็นต้องมีความเข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต



4) สถานที่ทางาน หรือ Workplace คือ การสร้างความสุข ความปลอดภัย และแรงจูงใจให้กับบุคลากรในองค์กร เพื่อให้สามารถสร้างประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทางานให้กับองค์กร ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนในมุมมองด้าน Workplace คือ การต้องสรรหาคนเก่ง คนดีให้เข้ามาในองค์กร รวมถึง การรักษา และสร้างแรงกระตุ้นให้บุคลากรเหล่านั้นอยู่กับองค์กรตลอดไป



ที่มา : อภิจิตตรา (สำนักนวัตกรรมฯ)





บบที่ 6 วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการบริหารจัดการ (อาเซียน )



1)แนวคิดการวิเคราะห์ผลกระทบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อกระทรวงมหาดไทย



2) สถานะกระทรวงมหาดไทยต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน



2.1)อำนาจหน้าที่กระทรวงมหาดไทยกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมือง และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย



2.2)พันธกิจ



(1) กำกับดูแล จัดระบบการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข



(2) รักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงภายใน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ



(3) อำนวยความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับพื้นที่



(4) ส่งเสริมการพัฒนาเมือง โครงสร้างกายภาพ การใช้ประโยชน์ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



(5) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



(6) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย



(7) ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อการบริหารและพัฒนาประเทศ



2.3) ข้อคิดเห็นของบุคลากรกระทรวงมหาดไทยต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์สถานภาพของกระทรวงเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2555-2558 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นในประเด็นการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะสร้างโอกาสและผลกระทบต่อกระทรวงมหาดไทย



ที่มา : กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี. ประเทศไทยกับอาเซียน. สำนักนายกรัฐมนตรี. 2554
                                                      


                                                                                                      



เรวดี ศรีสุข เลขที่ 231





บทที่ 8 เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย



BSC, Significant Technique for organization manangment



เมื่อต้องเอ่ยถึง BSC ในยุคปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่รู้จัก เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนได้นำ BSC เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ โดยอาศัย KPI เป็นกลไกวัดความสำเร็จขององค์กรอีกครั้งหนึ่ง BSC ย่อมาจากคำว่า Balanced Scorecard เป็นระบบการจัดการขององค์กร โดย Robert Kaplan และ David Norton ได้พัฒนาระบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยังเป็นเครื่องมือในการบริหารที่ช่วยทำให้องค์กรมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับกลยุทธ์มากขึ้น



KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานเป็นเครื่องมือหรือดัชนีที่ใช้ ในการวัดหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรว่าเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเครื่องมือการบริหารจัดการ ที่เรียกว่า BSC จะเป็นที่ยอมรับจากองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการและการที่องค์กรจะนำมาใช้ให้ประสบความสำเร็จนั้น คงไม่เป็นเรื่องที่ง่ายนักและบทความนี้จึงนำเสนอเทคนิคของการนำ BSC และ KPI ที่สำคัญในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการบริหาร จัดการองค์กร ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ดังต่อไปนี้



1. ขั้นตอนการวางแผน (planning)



การจัดทำแผนนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารจัดการ ซึ่งหากองค์กรมีการวางแผนที่ดี จะช่วยให้รู้จักตนเอง รู้จักคู่ต่อสู้ได้ดียิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของซุนวู (Zun Tsu) ที่ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การจัดทำแผนประสบความสำเร็จ คือการกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) โดยตัวชี้วัดที่จัดทำขึ้นจะต้องครอบคลุมมิติต่าง ๆ ขององค์กร ทั้งองค์กรที่เป็นหน่วยงานภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรเอกชน ซึ่งแต่ละองค์กรมีมิติที่แตกต่างกัน



2. ขั้นตอนการนำแผนไปปฏิบัติ (implementation)



เมื่อได้ดำเนินการจัดทำแผนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งก็คือการนำแผนไป ไปปฏิบัติ การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำองค์กรจะต้องดำเนินการ โดยการจัดประชุมเพื่อชี้แจงนโยบายและจุดมุ่งหมายขององค์กรให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรรับทราบและเข้าใจ เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจ ถึงแผนการดำเนินงานแล้วก็จะต้องดำเนินการสื่อสารให้ผู้บริหารระดับรองลงมาทราบ ผู้บริหารระดับรองลงมา ก็ต้องไปสื่อสารให้ผู้บริหารระดับหน่วยงานเป็นทอด ๆ ตามลำดับลงไปจนกระทั่งถึงพนักงานทุกคนในองค์กร



3. ขั้นตอนการติดตามและประเมินผล (monitoring and evaluation)



ขั้นตอนนี้มีความง่ายมากขึ้นเพราะได้ผ่านขั้นตอนการวางแผนและการนำแผนไปปฏิบัติ เนื่องจากการใช้ BSC และ KPI มีส่วนช่วยให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เมื่อทราบ KPI แล้วก็จะสามารถติดตามและประเมินผลตาม KPI ที่ได้กำหนดไว้ให้บรรลุตามเป้าหมาย







4. ขั้นตอนการปรับปรุงมาตรฐานขององค์กร (standardization)



เมื่อได้ทราบผลการดำเนินงานจากการติดตามและประเมินผลเรียบร้อยแล้ว องค์กรจะต้องนำผลการดำเนินงานที่ได้มาปรับปรุงมาตรฐาน ถ้าผลการดำเนินงานบรรลุเป้าหมายองค์กรก็ต้องยกระดับเป้าหมายให้สูงขึ้นไปอีก แต่ถ้าผลการดำเนินงานยังต่ำกว่าเป้าหมาย องค์กรก็ต้องหาทางปรับแผน ปรับวิธีการทำงานเพื่อให้สามารถทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายให้ได้



การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จในการนำ BSC มาใช้นั้นไม่ใช่เรื่องยากนักหาก



1. ผู้นำองค์กรหรือผู้บริหารระดับสูงได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการที่ผู้นำองค์กรจะต้องเป็นผู้ริเริ่มนำแนวคิด BSC มาใช้ นำการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้มีการนำแนวความคิดของ BSC มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ลงมือปฏิบัติเองเพราะจะเป็นหลักประกันว่าการใช้ BSC จะเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง



2. ทุกคนภายในองค์กรรับรู้และให้การสนับสนุนในการนำระบบ BSC มาใช้ในองค์กร



3. ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลงาน โดยให้ทุกหน่วยงานกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ที่เป็นรูปธรรม สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่างานทุกชนิด พนักงานทุกคน ไม่ว่าทำงานฝ่ายใด สามารถวัดผลงานได้



4. ไม่กำหนดตัวชี้วัดให้ยากหรือง่ายเกินไป ทั้งนี้หากกำหนดตัวชี้วัดที่ง่ายแต่ไม่เป็นตัวชี้วัดที่ดีและท้าทาย เช่นเดียวกันกับการกำหนดตัวชี้วัดที่ยากแต่ไม่สามารถที่จะทำให้บรรลุได้



5. มีการสื่อสารและทำความเข้าใจกับพนักงานอยู่ตลอดเวลา



หลักสำคัญของ BSC คือ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการและการวัดผลงาน เมื่อองค์กรได้นำเทคนิคทั้ง 4 ของ BSC เข้ามาใช้ในองค์กรแล้ว จะละเลยเสียขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งมิได้เลย ทั้งนี้เพราะเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จของการบริหารจัดการองค์กร และการที่จะเอาชนะคู่แข่งอื่น ๆ ได้นั้นองค์กรจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานให้สูงกว่ามาตรฐานของคู่แข่งตลอดเวลาอีกด้วย



ที่มา



- วัฒนา พัฒนาพงศ์. (2547). BSC และ KPI เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ : แปซิฟิค



- พสุ เดชะรินทร์. (2546). เส้นทางจากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติด้วย Balanced Scorecard และ Key Performance Indicators. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



- สิทธิศักดิ์ พฤกษ์ปิติกุล. (2546) การบริหารกลยุทธ์และผลสัมฤทธิ์ขององค์กรด้วยวิธี Balanced Scorecar. กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)



-นางเจนจิรา วิศพันธ์. เทคนิค BSC ที่สำคัญต่อการบริหารจัดการองค์กร. ค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2553. จากเว็บไซต์ http://hadonjx110.blogspot.com/2009/09/bsc.html



บทที่ 7 การพัฒนาองค์การไปสู่องค์กรเรียนรู้ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน



มาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียง



ประชาชนชาวไทยคงจะคุ้นเคยกับคำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กันมานานแล้ว เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ให้กับพสกนิกรชาวไทยเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2542 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2547 ที่ผมเริ่มทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจให้กับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น ความเข้าใจของการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำรงชีวิต มักจะอยู่ในภาคเกษตรกรรมหรือในหมู่คนยากคนจนต่างจังหวัด แต่เป็นที่น่าดีใจว่า จากการสำรวจความเห็นล่าสุดโดย กลุ่มวิจัยภาวะผู้นำ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อต้นปี 2554 โดยการสุ่มตัวอย่างผู้บริหารสูงสุดขององค์กรธุรกิจทั่วประเทศไทยจำนวน 298 ท่าน ปรากฏว่า 88 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารเหล่านี้ เชื่อว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กรธุรกิจ



เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม์พรรษาครบ 84 พรรษาในปีนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มีดำริให้ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Business Standard หรือ SEBS) ขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการเก็บข้อมูลจากนักธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อใช้มาตรฐานนี้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป



สำหรับมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงที่พัฒนาขึ้นนี้ แตกต่างจากมาตรฐานธุรกิจที่มีอยู่ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะใช้ค่านิยมร่วมแห่งองค์กรเป็นหลักในการตัดสิน เพราะค่านิยมร่วมนี้เองที่เป็นตัวกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานทุกด้านขององค์กรธุรกิจ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการทรงงาน “ระเบิดจากข้างใน” นั่นเอง นอกเหนือจากนี้แล้วมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ยังได้ผ่านการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนและภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และยังได้ผ่านการทดสอบทางสถิติว่ามีความสามารถในการพยากรณ์ความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้จริงในหมู่องค์กรธุรกิจจำนวน 298 องค์กรทั่วประเทศไทยด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากมาตรฐานอื่น ๆ ที่มักจะจบลงแค่การระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น



จากการวิจัย ค่านิยมร่วมที่เป็นรากฐานของมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่ 7 ค่านิยมด้วยกัน คือ ภูมิคุ้มกัน ความเพียร ความพอประมาณ ความโอบอ้อมอารี จริยธรรม การพัฒนาภูมิสังคม และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย จากการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ค่านิยมร่วมเหล่านี้มีส่วนทำให้องค์กรธุรกิจมีความสามารถในการให้ผลการดำเนินงานที่แข่งขันได้ ฝ่าฟันความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างประโยชน์สุข ซึ่งความสามารถทั้งสามด้านนี้มีความสำคัญมากต่อองค์กรธุรกิจในการที่จะอยู่รอดได้ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันและในอนาคต



คำถามต่อมาในใจหลายคนก็คือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าองค์กรไหนมีค่านิยมร่วมเหล่านี้หรือไม่ ในการพัฒนามาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงครั้งนี้ เราได้ทำการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อกำหนดตัวชี้วัดของค่านิยมร่วมต่างๆ เหล่านี้ด้วย ตัวอย่างเช่น ค่านิยมร่วมเรื่องภูมิคุ้มกันนั้น จะครอบคลุมถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ เช่น การพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านสินค้า บริการ และกระบวนการในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การวางแผนเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา การบริหารความรู้ในองค์กรอย่างเป็นระบบ และการบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ หากองค์กรธุรกิจที่การดำเนินงานในด้านต่างๆ เหล่านี้ ก็จะถือว่าตรงกับมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียง



ในส่วนของค่านิยมร่วมด้านความเพียรนั้น สามารถตัดสินได้จากพนักงานเป็นหลัก เช่น พนักงานไม่ถอดใจเมื่อเจอปัญหายากๆ พนักงานเป็นผู้ที่มีเป้าหมายในการทำงาน พนักงานพยายามแก้ไขปัญหาของบริษัทอย่างดีที่สุด ไม่ใช่ทำแบบขอไปที หรือพนักงานพยายามทำดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้ามีความพอใจสูงสุด เหล่านี้เป็นต้น สำหรับค่านิยมร่วมเรื่องความพอประมาณนั้น สามารถพิจารณาได้จากนโยบายและผลการดำเนินงานของบริษัทเองว่า ต้องการทำกำไรสูงสุดในระยะสั้นหรือไม่ และผู้บริหารเช่นใดที่ถือว่าเป็นผู้บริหารที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในบริษัท ระหว่างผู้ที่ทำกำไรสูงสุดในระยะเวลาที่สั้นที่สุด หรือผู้ที่ทำกำไรพอประมาณแบบไม่หวือหวา โดยพิจารณาความเสี่ยงรอบด้านแล้ว เป็นต้น ในเรื่องค่านิยมร่วมด้านความโอบอ้อมอารีนั้น ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือ ความเต็มใจที่จะแบ่งปันกับคู่แข่งหรือไม่ เนื่องจากการแบ่งปันกันระหว่างคู่แข่งดังกล่าวเป็นการเอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะการแบ่งปันกันระหว่างคู่แข่งทำให้เกิดการพัฒนาตลาด สิ้นค้าบริการดีขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจำนวนมากขึ้นสามารถซื้อสินค้าดีๆ ได้เพราะราคาถูกลง ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงแต่เพียงกลุ่มเดียวที่จะสามารถซื้อสินค้าคุณภาพดี ๆ ได้



สำหรับค่านิยมร่วมทางด้านจริยธรรมนั้น จะดูจากพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ที่เน้นมากคือพนักงานชอบพูดเท็จเพื่อให้ตัวเองพ้นความผิดหรือไม่ หรือว่าพนักงานชอบปัดความรับผิดชอบของตนให้แก่ผู้อื่นหรือไม่ หากพนักงานมีพฤติกรรมเช่นนี้ การดำเนินธุรกิจโดยรวมคงไม่มีจริยธรรมแน่นอน ส่วนค่านิยมร่วมถัดมาที่ประกอบเป็นมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงคือ ค่านิยมร่วมด้านการพัฒนาภูมิสังคม สำหรับตัวชี้วัดของค่านิยมนี้จะครอบคลุมถือ การดำเนินธุรกิจไปพร้อม ๆ กับการลงทุนเพื่อรักษาและพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นระบบ โดยไม่เกรงว่ากำไรจะน้อยลงในระยะสั้นนั่นเอง



สำหรับค่านิยมร่วมสุดท้ายคือค่านิยมร่วมด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายเกินกว่า เจ้าของ ผู้ถือหุ้น พนักงานและลูกค้าเท่านั้น ตัวชี้วัดสำหรับค่านิยมด้านนี้ รวมถึงทัศนคติของผู้บริหารเกี่ยวกับการลงทุนในการพัฒนาพนักงาน การคำนึงถึงผลกระทบของการดำเนินธุรกิจของตนต่อสาธารณชน การทำกิจกรรมด้านซีเอสอาร์อย่างเป็นระบบ เป็นต้น



ประโยชน์ของมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญที่สุด คือทำให้องค์กรธุรกิจมีเครื่องมือที่จะใช้ในการประเมินตนเอง กำหนดจุดอ่อนของตน เพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาองค์กรธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง นอกจากนี้แล้วองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ก็สามารถนำเอามาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไปใช้ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจเพื่อก่อในเกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เช่น กระทรวงการคลัง อาจพิจารณาลดภาษีให้กับธุรกิจที่มีมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียง เพราะแท้จริงแล้วองค์กรธุรกิจเหล่านี้ก็มีส่วนร่วมในการแบบรับภาระของภาครัฐในการช่วยพัฒนาสังคม หรือธนาคารต่างๆ อาจพิจารณาให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำแก่ธุรกิจที่มีมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียง หากมีการส่งเสริมธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงโดยแพร่หลายแล้ว ในที่สุดแล้วก็จะนำมาซึ่ง “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อย่างแท้จริง ซึ่งน่าจะเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดของพสกนิกรชาวไทยที่จะทูลเกล้าถวายให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ที่กำลังจะมาถึง



ทีมา



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขสรรค์ กันตะบุตร ผู้อำนวยการโครงการพัฒนามาตรฐานธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย



บทที่ 6 วิเคราะห์ผลกระทบต่อการบริหารจัดการ



ผลกระทบในทางบวกต่อประเทศไทย



เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ในทางบวกหรือผลดีที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยเน้นย้ำกันเป็นพิเศษ จะมีดังนี้ คือ



ประการแรก ก็คือ จะมีตลาดสินค้าและบริการที่ใหญ่ขึ้น นักธุรกิจไทยจะมีตลาดการค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 580 ล้านคน เพราะทั้ง 10 ประเทศนี้ต่างก็มีจำนวนมหาศาลพอสมควร โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรประมาณ 220 ล้านคน บวกกับ ฟิลิปปินส์ ประมาณ 87 ล้านคน เวียดนาม 84 ล้านคน ไทยอีกประมาณ 63 ล้านคน เหล่านี้เป็นต้น นับว่าจะการเพิ่มโอกาสทางการค้าเนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่โตขึ้น และจะเอื้อให้การผลิตในลักษณะที่ผลิตมากขึ้นต้นทุนต่ำลงย่อมมีโอกาสมากขึ้นด้วย (Economies of Scale) แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ แต่ละประเทศก็ต้องออกแรงขยันหาตลาดและมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการหาลูกค้าเช่นกันกลยุทธ์ในด้านการตลาดการหาลูกค้าจะต้องทบทวนกันใหม่ เพราะลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามาในประเทศย่อมนำกลยุทธ์ที่เขาเคยประสบความสำเร็จหรือเหนือกว่าเราออกมาใช้และจะมีการนำวัฒนธรรมในการบริโภคสินค้าเข้ามาให้นักการตลาดของเราได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม เราต้องเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการตลอดจนลูกเล่นทางการค้าของเขา รวมทั้งความเชื่อต่างๆ การปรับตัวของธุรกิจภายในประเทศจะต้องทันต่อเหตุการณ์และสภาพของตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครปรับตัวหรือมีการเตรียมการที่ดีย่อมได้ผลในทางบวกแต่ในทางตรงกันข้ามหากพ่อค้าของเราปรับตัวช้า จะสูญเสียโอกาสและอาจจะสูญเสียฐานของลูกค้าเดิมไปด้วยเช่นกัน



ประการที่สอง ประเทศไทยจะได้อานิสงส์ ในการที่จะกลายมาเป็นเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุน เงินลงทุน จากต่างประเทศได้มากขึ้นเพราะต่อไปนี้การขยายการลงทุนจากต่างประเทศมาไทยจะกระทำได้ง่ายขึ้น หากเป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ และประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ หลายประการโดยเฉพาะทัศนคติของคนไทยที่มีต่อนักลงทุนชาวต่างชาตินั้นดีมาก แม้ว่าบางครั้งการลงทุนของต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยไม่ได้ก่อให้เกิดราย ได้แก่ ชุมชน การจ้างงาน หรือการนำเทคโนโลยีมาช่วยประเทศไทยเลย แต่คนไทยก็ไม่เคยรังเกียจนักลงทุนเหล่านี้ เหมือนดังประเทศอื่น อีกทั้งระเบียบกฎเกณฑ์ด้านการลงทุน ประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเปิดโอกาสมากกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ แม้กระทั่งหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวหรือพม่า เป็นต้น กลยุทธ์ในด้านการลงทุนและการเงิน ของประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ทันกาลการเข้ามาของต่างชาติ การเปิดเสรีมากเกินไปนอกจากจะทำให้ฐานะของประเทศไทยเกิดความเสี่ยงมากขึ้นแล้ว ไทยจะไม่สามารถหาประโยชน์ได้มากเหมือนแต่ก่อนที่ยังไม่เปิดเสรีในด้านนี้ กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐด้านการลงทุนและการเงินจะต้องรื้อปรับระบบกันใหม่ (Reengineering) ในขณะนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศได้รับผลดีอย่างเต็มที่และต้องหามาตรการในการลดความเสี่ยงในด้านการลงทุนและการเงิน ทุกรูปแบบ แต่มิใช่เป็นการสกัดกั้นอย่างมีอคติต่อนักลงทุนชาวต่างชาติเช่นกัน ทั้งนี้ รวมทั้งกฎหมายที่ว่าด้วยการถือครองอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดินเป็นต้น มิฉะนั้นแล้ววันข้างหน้าคนไทยจะไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ธุรกิจก็เป็นธุรกิจของต่างชาติที่เข้ามามีบทบาททำให้ธุรกิจท้องถิ่นที่มีมาแต่ช้านานสูญหายไปหมด โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย



ประการที่สาม การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถทำให้ประเทศไทยมีอำนาจในการเจรจาต่อรองต่อเวทีโลกได้มากขึ้น เพราะต่อไปนี้จะมีฐานประชาคมอาเซียนสนับสนุนอยู่และไม่ใช่ไปแบบโดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งสามารถทำให้ประเทศคู่ค้าต้องรับฟังมากขึ้น เพราะดีไม่ดีอาจจะไปกระทบกับประชาคมอาเซียนไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกของประชาคมประเทศหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยได้อาจเป็นไปในรูปการสร้างและการขยายเครือข่ายโดยมีพันธมิตรคู่ค้าที่เป็นนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอาเซียนเพื่อจะเป็นฐานหรือตัวช่วยในการเจรจาต่อรองมากขึ้น ทั้งนี้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ร่วมกันและภายใต้ความเป็นธรรมและเสมอภาค รวมทั้งการเรียนรู้เทคนิคในการเจรจาต่อรองในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องต่อประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ



ประการที่สี่ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะทำให้นักธุรกิจไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจและการค้ามีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้ดีขึ้นจากเดิม เพื่อการรองรับการแข่งขัน และสามารถนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่พร้อมจะออกไปเพื่อการแข่งขัน รวมทั้งประเทศไทยสามารถเรียนรู้เทคนิคด้านต่างๆ ของประเทศในกลุ่มนี้มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การผลิต การตลาด การขนส่งและโลจิสติกส์ การจัดการ การเจรจาต่อรอง การเงิน การท่องเที่ยว การเดินอากาศ และอื่นๆ กลยุทธ์ที่เหมาะสมในประเด็นนี้ ก็คือ เราต้องหาเทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการให้ดำรงความเหนือกว่าให้ได้ การลงทุนพัฒนาและการวิจัยในด้านเทคโนโลยีของธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหนทางในการอยู่รอดและสร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน ภาครัฐต้องเห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาในด้านการผลิตและการบริการและต้องมาช่วยภาคเอกชนในทุกวิถีทาง เพราะหากปล่อยให้ภาคเอกชนกระทำการแต่เพียงฝ่ายเดียวจะไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เนื่องจากขาดงบประมาณและความร่วมมือของหน่วยงานราชการ การสร้างนวัตกรรมของประเทศไทยจะเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทยในวันข้างหน้าเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน



ประการที่ห้า จะมีผลต่อการจ้างแรงงานเพราะสามารถเข้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าเดิม รวมทั้งการออกไปหารายได้เพิ่มขึ้นจากค่าแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนสถานประกอบการสามารถที่จะสร้างรายได้ของสถานประกอบการให้มากขึ้นจากการขยายตลาดและการเพิ่มปริมาณลูกค้ามากขึ้น และในที่สุด ก็จะมีผลต่อรายได้ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยดีขึ้นรวมทั้งการได้รับสินค้าและการบริการที่ดีขึ้นหรือมีตัวเลือกและทางเลือกมากขึ้นจากเดิมกลยุทธ์ที่เหมาะสมในประเด็นนี้ ก็คือ การเพิ่มทักษะในด้านภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ที่เคยมีมาแต่ก่อน แต่จำเป็นที่จะต้องมีการเรียนการสอนด้านภาษามาเลย์ ภาษาเวียดนาม ภาษาเขมร ลาว และภาษาพม่าให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในประเด็นนี้ผู้เขียนได้ทราบว่าประเทศมาเลเซียได้มีการเรียนการสอนภาษาไทยกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเพื่อการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยเฉพาะ ดังนั้น ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นระดับประถม มัธยม สายวิชาชีพ หรือแม้กระทั่งระดับอุดมศึกษาก็น่าที่จะมีการปรับตัวเตรียมการกันได้แล้ว เพราะเรื่องของภาษาเป็นเรื่องของการใช้เวลาและการฝึกหัดที่ต้องกินเวลาพอสมควรเพื่อให้ได้ผลดี ในส่วนการศึกษาของภาคเอกชนโดยเฉพาะสถานศึกษาภาคเอกชนก็ควรปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อเตรียมการผลิตนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่มีความพร้อมในด้านนี้ออกไปเช่นกัน







ประการที่หก เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็เท่ากับว่าต่อไปนี้จะมีการปรับปรุงแรงงานฝีมือในสาขาวิชาชีพต่างๆ (7 วิชาชีพ) ให้เท่าเทียมนานาประเทศ สาขาวิชาชีพเหล่านี้ ได้แก่ วิศวกร แพทย์ พยาบาล นักบัญชี นักสำรวจ ทันตแพทย์ และผู้ประกอบวิชาชีพ สถาปนิก เพราะสาขาวิชาชีพเหล่านี้เป็นสาขาวิชาชีพหน้าด่านของไทยที่มีความพร้อมสูง มีสมาคมและการรวมตัวที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ และเป็นสมาคมที่ประชาคมอาเซียนได้ยกมาเป็นกลุ่มแรกของไทยที่จะมีการวางกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ หากจะมีคนในประเทศสมาชิกเข้ามาทำงานในกลุ่มวิชาชีพทั้งเจ็ดนี้ในไทย แต่ในทางกลับกันหากคนไทยที่ทำงานในกลุ่มวิชาชีพเหล่านี้ยังไม่พร้อมในการปรับตัว ปัญหาก็จะตกมาสู่พวกเขาเช่นกัน ในประเด็นนี้ข้อสรุป ก็คือ การเปิดให้ผู้ประกอบอาชีพที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการประสานงานวิชาชีพสาขาต่างๆ ทั้ง 7 สาขา (ASEAN Joint Coordinating Committee) และหน่วยงานที่กำกับดูแลวิชาชีพหรือองค์การระดับประเทศสมาชิกต่างๆ หรือสภาวิชาชีพ (Professional Regulatory Authority) หรือกระทรวง/องค์การที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก ขึ้นทะเบียนหรือออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพชาวต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพในประเทศอาเซียนได้ โดยต้องปฏิบัติตามกฎและระเบียบภายในประเทศนั้นๆ ในทำนองกลับกันหากคนไทยที่ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ ก็สามารถที่จะไปทำงานยังประเทศอื่นที่มีค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการไทย หรือแรงงานไทยก็จะมีโอกาสออกไปลงทุนหรือทำงานในต่างประเทศมากขึ้น และได้รับค่าตอบแทนที่สูงจากเดิมกลยุทธ์ที่ควรนำมาพิจารณาในประเด็นนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ความรู้ในด้านภาษาของคนในกลุ่มวิชาชีพเหล่านี้สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว สามารถสื่อสารได้หลายภาษามากขึ้นจากแต่เดิม รวมทั้งเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพในด้านนั้นๆ ที่จะต้องนำมาเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้มากขึ้นจากเดิม รวมทั้งกลยุทธ์ในด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่หาหนทางจูงใจให้คนดีและคนเก่งอยู่ในองค์การของเราให้นานที่สุด ศาสตร์ในด้านการรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าไว้ในองค์การหรือ Talent Management ควรจะถูกหยิบยกมาพิจารณาและให้ความสำคัญมากขึ้น มิฉะนั้น จะเกิดเหตุการณ์สมองไหลไปสู่องค์การของต่างชาติทั้งในและนอกประเทศไทยกันหมด



ประการที่เจ็ด ประเทศไทยสามารถอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือกันในภาคเศรษฐกิจหรือ AEC นี้ เข้าไปเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้านการเมือง การปกครองการป้องกันประเทศให้ดีขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและลดข้อขัดแย้งต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็น พม่า กัมพูชา หรือประเทศอื่นๆ โดยผ่านความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนเป็นหัวหอกเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตและจะช่วยให้ด้านอื่นๆ มีสัมพันธภาพอันดีตามมาในที่สุดกลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการเรียนรู้และการปรับตัวโดยอาศัยการศึกษาและการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการวัฒนธรรมข้ามชาติหรือที่เรียกว่า Cross Cultural Management มาเป็นหลักเพื่อให้เกิดการผนึกความร่วมมือร่วมใจ ปรองดองกันระหว่างคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากข้อขัดแย้งทางด้าน สังคม เศรษฐกิจและการเมือง



ที่มา : รศ. ดร. จุฑา เทียนไทย                                                 



                                                                                                                                            

                                                                                                                               

น.ส.สุนิสา ปิ่นชูทอง รหัส 5130125401212 การจัดการทั่วไป กศ.พบ. รุ่น 19




บทที่ 8 เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการจัดการที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย







เทคนิคในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยนั้น น่าจะเน้นไปที่การฝึกอบรม(Training) เนื่องจากสามารถทำการเชื่อมโยงให้สอดคลองกับกลยุทธ์ขององค์การ ทำให้ผู้ฝึกอบรมได้เรียนรู้ เพิ่มความสามารถและทักษะที่จำเป็นในงานปัจจุบันและเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต การฝึกอบรมจึงเป็นกิจกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรวมทั้งทัศนคติของพนักงานและสามารถปฏิบัติงานได้ดีขึ้นอันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและก่อให้เกิดผลสำเร็จต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การ



เทคนิคการฝึกอบรมที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน ประกอบด้วยการฝึกอบรมแบบขณะปฏิบัติงานและการฝึกอบรมแบบไม่ลงมือปฏิบัติงาน



1. การฝึกอบรมแบบขณะปฏิบัติงาน ประกอบด้วย



1) การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) คือการสับเปลี่ยนงาน เพื่อจะได้เรียนรู้งานทุกด้านในองค์การและรู้ปัญหาในการทำงานของทุกฝ่าย ทำให้พนักงานสามารถเพิ่มความรู้ ทักษะ ประสบการณ์และทัศนคติในงานด้านต่าง ๆ มากขึ้น



2) การสอนงาน(Coaching) คือกระบวนการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาลูกน้องให้มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะเฉพาะตัวในการทำงานนั้น ๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด



3) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) เป็นแนวทางในการให้คำแนะนำในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติงานโดยรุ่นพี่หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อถ่ายทอดความรู้เพื่อยกระดับความสามารถและทำให้พนักงานมีความก้าวหน้าในงาน



4) การฝึกอบรมแบบสอนงาน(Job Instruction) คือ การชี้แนะและสอนงานไปในขณะที่ผู้อบรมทำงานไปด้วย



5) การฝึกอบรมด้วยการฝึกงาน(Apprenticeship Training) เป็นการผสมผสานการสอนในห้องเรียนกับการฝึกอบรมโดยลงมือปฏิบัติงาน โดยอาจเป็นการให้คำแนะนำทั้งในขณะปฏิบัติงานและนอกเหนือการปฏิบัติงาน



























2. การฝึกอบรมแบบไม่ลงมือปฏิบัติงาน ประกอบด้วย



1) การบรรยาย(Lecture)หรือการเป็นวิทยากร เป็นการแนะนำเรื่องต่าง ๆ แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตามหัวข้อที่ได้กำหนดไว้



2) การประชุมอภิปราย ( Conference) คือการแลกเปลี่ยนความรู้ตามหัวข้อที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว



3) การศึกษากรณีตัวอย่าง (Case study) เป็นการฝึกอบรมโดยการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือสมมติขึ้นทั้งจากการทำงานในองค์การที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลวเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทำการวิเคราะห์ในแต่ละด้าน ซึ่งเป็นการให้ผู้อบรมได้ใช้ความคิดของตนเอง



4) การสาธิต (Demonstration) เป็นการแสดงให้ผู้เข้ารับการองรมได้เห็นจริงในเรื่องที่ทำการอบรม



5) การจำลองสถานการณ์ (Simulated) เป็นการสร้างเหตุการณ์จำลองขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารักการฝึกอบรมได้เรียนรู้และฝึกทำการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น



6) การระดมความคิดหรือการระดมสมอง (Brain Storming) เป็นการระดมสมองร่วมกันและแสดงความคิดเห็นในแต่ละเรื่องที่ได้รับมอบหมายและหาข้อสรุปที่ดีที่สุดร่วมกัน



7) การเล่นเกมส์ (Games) เป็นการสร้างบรรยาการศและจัดสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่าย โดยทุกคนจะมีส่วนในการทำงานร่วมกันในรูปของการละเล่นเพื่อหาคำตอบของกลุ่ม และวิทยากรก็จะอธิบายคำตอบว่าเกี่ยวกับกับการทำงานอย่างไร



8) การใช้โปรแกรมการเรียนรู้ (Programmed Learning) เป็นเทคนิคการฝึกอบรมในรูปแบบใหม่ใช้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีความรู้และความสามารถในระดับดี



9) การฝึกอบรมแบบออนไลน์ (Online Training) เป็นการพัฒนาพนักงานด้วยวิธีการเรียนรู้แบบทางไกล โดยสามารถเรียนรู้ได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ทำให้เกิดความสะดวกและสามารถตอบสนองพนักงานได้ทุกระดับ















ที่มา : อนิวัช แก้วจำนงค์.(2552).การจัดการทรัพยากรมนุษย์.สงขลา: บริษัท นำศิลป์โฆษณา จำกัด.







น.ส.สุนิสา ปิ่นชูทอง รหัส 5130125401212 การจัดการทั่วไป กศ.พบ. รุ่น 19





บทที่ 7 การพัฒนาองค์การไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน



องค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์การที่สำคัญเพื่อตอบสนองและรองรับต่อการท้าทายความเปลี่ยนแปลงในองค์การ ซึ่งมีความหมายว่า องค์การที่สามารถดำเนินการเพื่อให้บุคคลในองค์การได้เพิ่มขีดความสามารถของตนเองโดยเชื่อมโยงขีดความสามารถนั้นส่งผ่านไปยังบุคคลอื่นในองค์การได้ ก่อให้เกิดผลลัพธ์คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลและการดำเนินงานขององค์การทำให้องค์การบรรลุในสิ่งที่ต้องการและสามารถดำรงอยู่ได้ และมีวิธีต้องดำเนินการในวินัย 5 ประการ คือ


การเป็นผู้ที่มีใจจดจ่อในการเรียนรู้ (Personal Mastery) เพื่อช่วยกระตุ้นบุคคลให้เกิดการเรียนรู้ เพิ่มทักษะ ความรู้ความสามารถของตนเองรวมถึงการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นเลิศ
การเป็นผู้ที่รู้จักพัฒนากรอบความคิดในใจ (Mental Model) เป็นการสร้างภาพความเชื่องหรือสมมติฐานที่เป็นภาพภายในใจของบุคคล องค์การจึงต้องสร้างความคิดและความเชื่อที่ถูกต้องให้เป็นภาพสวยงามในจิตใจของพนักงานในองค์การ
การมีวิสัยทัศน์ร่วม(Shared Vision) คือ การมีจุดหมายร่วมกันหรือแนวทางที่จะนำไปสู่การบรรลุจัดหมายร่วมกัน
การเรียนรู้ของทีม (Team Learning) เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสูผลสำเร็จขององค์การ องค์การสมัยใหม่โดยทั่วไปจะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของทีมโดยต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาจไม่มีวันสิ้นสุด
การคิดได้อย่างเป็นระบบ (System Thinking) สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยเข้าใจว่าเหตุที่เกิดเป็นผลมาจากสิ่งใด การมองภาพกว้าง ๆ อย่างมีเหตุผลและมีการคิดแบบองค์รวม นั่นคือการบูรณาการวิธีการทั้ง 4 ประการข้างต้นด้วยกันย่อมทำให้เกิดความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่า















ที่มา : อนิวัช แก้วจำนงค์.(2552).การจัดการทรัพยากรมนุษย์.สงขลา: บริษัท นำศิลป์โฆษณา จำกัด.







น.ส.สุนิสา ปิ่นชูทอง รหัส 5130125401212 การจัดการทั่วไป กศ.พบ. รุ่น 19





บทที่ 6 การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการบริหารจัดการ





กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเตรียมความพร้อมของภาคเกษตรกรรมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2558 (AC) หลังจากที่มีการประชุมเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีการรวมกันของทุกกระทรวงเพื่อเสนอแนวทางและการเตรียมความพร้อมของแต่ละกระทรวง ในรูปแบบการทำเวิร์คช็อปเพื่อบูรณาการ 3 เสาหลักของอาเซียน คือ 1.ด้านประชาคมเศรษฐกิจ 2.ด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคง และ 3.ด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่อาจเกิดขึ้นกับภาคเกษตร รวม 7 เรื่อง ได้แก่

1.การสร้างมาตรฐานและการตรวจสอบสินค้าเกษตร มีการปรับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์พืช ปศุสัตว์ และประมงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในอาเซียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหารในภูมิภาค

2.การผลิตทางการเกษตร มีการผลิตสินค้าเกษตรมีมูลค่าสูง เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลไม้แปรรูป ฯลฯ ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งศึกษาข้อตกลงของ AC ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตร

3.การวิจัยและพัฒนา มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศสมาชิก ในการช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จากการวิจัยและพัฒนาร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

4.การจัดการศัตรูพืชและโรคระบาด เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการการป้องกันการระบาดโรคพืชและโรคสัตว์แบบกำหนดมาตรการเฝ้าระวังการ แพร่ระบาดของโรคและแมลง และการกักกันพืชและสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ การจัดทำเขตปลอดโรคระบาดสัตว์ รวมทั้งเพิ่มการผลิตวัคซีนในการป้องกันโรคสัตว์ เพิ่มความเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงเพิ่มศักยภาพของด่านกักกัน ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

5.แรงงานเกษตร มีการปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อทดแทนแรงงาน และให้แรงงานเกษตร ถูกกฎหมายในระบบมากขึ้น

6.การลงทุนภาคเกษตร สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้รัดกุมและทันสมัย ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทำให้ได้ปัจจัยการผลิต เช่น แหล่งวัตถุดิบใหม่ที่ราคาถูก และแรงงานราคาถูก ทั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยลดลงเนื่องจากมีการแข่งขันจากนักลงทุนในภูมิภาค

7.การจัดการดินและน้ำ ดำเนินการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างบูรณาการและเป็นระบบในภูมิภาคอาเซียน สร้างฐานข้อมูลดินและน้ำของกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา






ที่มา : http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=9602&filename=NFC











นายวิทวัชร ยัสพันธุ์ รหัส 5210125401074 การจัดการทั่วไป ปี 4




การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน



การบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นการดำเนินงานหรือกิจกรรมที่ใช้กระตุ้น และสนับสนุนองค์การ ให้สามารถผ่านช่วงแห่งการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ในการทำงาน ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ กุญแจสำคัญดอกแรกของการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล คือการทำให้บุคลากรในองค์กร (ทรัพยากรมนุษย์) เชื่อ และตระหนักในคุณค่า หรือเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง ดังคำกล่าวของเกว็น เวนทริส ที่ว่า First, you must get your people to believe in the value of change. ก่อนอื่นใด ท่านต้องทำให้คนของท่านเชื่อ และตระหนักถึงคุณค่าแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเสียก่อน



C = Challenge ต้องกล้าทักทาย (มีวิสัยทัศน์)



H = Head ต้องกล้าคิดใหม่ (คิดนอกกรอบ)



A = Analysis ต้องศึกษา วิเคราะห์ (มีข้อมูลเพียงพอ)



N = Network สร้างเครือข่าย (ต้องแสวงหาเพื่อน)



G = Good Governance ต้องมีธรรมรัฐ (จริงใจ)



E = Effective ต้องคำนึงถึงประสิทธิผล (คิดถึงผลลัพธ์)



ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มี 2 ประเภท ได้แก่



1. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ เทคโนโลยี



2. ปัจจัยภายใน แบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท ได้แก่



2.1 ระบบย่อยอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การบริหาร การจัดการผลิต เป้าหมายขององค์กร โครงสร้างองค์กร



2.2 ระบบย่อยอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ วัฒนธรรมองค์กร การเมืองในองค์การ ภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร



อ้างอิง พันศักดิ์ ผู้มีสัตย์. (2553). การบริหารจัดการยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (1996) จำกัด

นายวิทวัชร ยัสพันธุ์ รหัส 5210125401074 การจัดการทั่วไป ปี 4


บทบาทของผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์


ผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์ควรมีบทบาทในการทำงานใน 4 ด้านคือ



1. การวางแผน (Planning) โดยมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการวางแผนกำลังคน เพื่อป้องกันปัญหาคนล้นงาน หรือการขาดแคลนคนที่ต้องการในอนาคต



2. การจัดองค์การ (Organizing) เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างงาน บุคคล และวัสดุเครื่องมือต่างๆ โดยโครงสร้างนี้ต้องเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจและสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ



3. การอำนวยการหรือการสั่งการ (Directing) เป็นดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานและมีการกระตุ้นให้สมาชิกในองค์การตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ



4. การควบคุม (Controlling) เป็นการควบคุมดูแลว่าฝ่ายต่างๆได้ทำงานตามเป้าหมายและนโยบายที่กำหนดไว้หรือไม่



อ้างอิง วรารัตน์ เขียวไพรี. (2545). การบริหารทรัพยากรมมนุษย์. กรุงเทพฯ





นางสาวสายพิณ สิงห์ใจ 5130125401248


นางสาวสายพิณ  สิงห์ใจ  5130125401248

บทที่ 8 เทคนิคการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการจัดการที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

แนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีหลักการที่สำคัญคือ การเน้นคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ การมีส่วนร่วมของฝ่ายบริหาร การทำงานในเชิงรุก และการคิดอย่างเป็นระบบ จากแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ดังกล่าว ทำให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ควรปรับบทบาทใหม่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลากร หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ และผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จำแนกได้เป็น 2 ระบบที่สำคัญ อันได้แก่ ระบบคุณธรรม และระบบอุปถัมภ์ ระบบคุณธรรมมีหลักการที่สำคัญ อันได้แก่ ความเสมอภาคในโอกาส ความสามารถ ความมั่นคงในอาชีพ และความเป็นกลางทางการเมือง ส่วนระบบอุปถัมภ์ จำแนกได้เป็นระบบสายโลหิต ระบบชอบพอเป็นพิเศษ และระบบแลกเปลี่ยน สำหรับกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มี 7 ขั้นตอนที่สำคัญ อันได้แก่ การวางแผนและนโยบายทางด้านทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์ การบำรุงรักษาทรัพยากรมนุษย์ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการพ้นสภาพจากทรัพยากรมนุษย์ขององค์การ

นอกจากนี้ นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ยังมีบทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการของบุคคลสองฝ่าย ซึ่งนักบริหารทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีความรู้ในเรื่องแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายแรงงานเป็นอย่างดีด้วย.




นางสาวสายพิณ สิงห์ใจ 5130125401248


บทที่ 7 การพัฒนาองค์การไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในการพัฒนาองค์กรต่อไปในอนาคต โครงสร้างการเรียนรู้มีอยู่ 7 ระดับ

1. บุคคลเรียนรู้ (Personal Learning) มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จัดสอน อบบรม ให้บุคคลมีโอกาสเรียนรู้ รวมถึงการประเมินวัดผลและทดสอบเป็นรายบุคคล

2. ทีมเรียนรู้(Team learning) โดยทุกคนร่วมเรียนรู้และมีการถ่ายทอดงานให้กัน และสามารถทดแทนกันได้หากมีผู้หนึ่งผู้ใดในทีมขาดไป

3. เรียนรู้ข้ามสายงาน (Cross Functional Learning)เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าระหว่างทีมไม่มีการเรียนรู้ข้ามสายงาน ปัญหาในการประสานงานจะเกิดขึ้น การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และทักษะวิธีคิดข้ามสายงาน จะทำให้เข้าใจระบบงานซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น ในการขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรอบรู้ในทุกสายงานขององค์กร ควรได้มีการหมุนเวียนให้ครบทุกสายงานก่อน(Spiral Career Path)

4. เรียนรู้เรื่องภายในองค์กร พนักงานต้องรู้และเข้าใจภาวะความเป็นจริงขององค์กรว่าเป็นอย่างไร มีทิศทาง(Corporate Vision) ไปทางใหน กลยุทธ์ธุรกิจ การตลาดและหน้าที่ เป็นอย่างไร ตลอดจน เรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมขององค์กร(Organizational Culture) เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการอยู่ร่วมกัน

5. เรียนรู้สภาวะแท้จริงภายนอกองค์กร พนักงานไม่ใช่จะเรียนรู้เฉพาะแต่งานประจำเท่านั้น ต้องเรียนรู้ว่าโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีเหตุการณ์อะไรที่จะก่อให้เกิดผลคุกคามต่อความอยู่รอดขององค์กร มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัย ก้าวหน้าทันโลก

6. เรียนรู้อนาคตและโอกาสทางธุรกิจ ในระดับนี้ทำได้ยาก ต้องมีการสอนและฝึกฝนพนักงาน พอควร โดยเฉพาะระดับผู้นำต้องรู้ที่จะวิเคราะห์ และคาดการณ์อนาคตได้ มองเห็นช่องทางธุรกิจที่สามารถทำได้ในอนาคตนอกเหนือจากธุรกิจที่ทำในปัจจุบัน

7. องค์ความรู้นำไปปฏิบัติให้เกิดผลตามวิสัยทัศน์ ส่วนนี้มีความสำคัญมากที่สุด เพราะการจะเป็นองค์กรเรียนรู้ได้นั้น จะต้องมีการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง การถ่ายทอดเป็นเพียงการสร้างความรู้ความเข้าใจเท่านั้น ไม่ได้เกิดผล และต้องนำผลที่ได้จากการปฏิบัติมาวิเคราะห์และสังเคราะห์สร้างภูมิปัญญาใหม่ๆเพื่อเสริมศักยภาพตลอดไป ความรู้ความเข้าใจเท่านั้นไม่ได้เกิดผล และต้องนำผลที่ได้จากการปฏิบัติมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์สร้างภูมิปัญญาใหม่ๆเพื่อเสริมศักยภาพตลอดไป

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลจะเรียนรู้ในทั้ง7ระดับดังกล่าวได้นั้น จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และ.รู้ในวิธีการเรียนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวดที่จะทำให้เกิดการรู้อย่างลึกซึ้งเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผลการที่จะรู้วิธีการเรียน นั้นถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของบุคลเรียนรู้ ที่มักถูกมองข้ามบ่อยๆ มนุษย์ทุกคนมีในทักษะในการเรียน (Learning skill &potentiality) และรับรู้ได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สภาพทางร่างกาย ภูมิหลังการเลี้ยงดูในอดีต และประสพการณ์ที่ได้รับ รวมถึงปัจจัยความต้องการ ที่กระตุ้นให้บุคคลนั้นมีการเรียนรู้การใช้ชีวิตและการแก้ปัญหา จนก่อเกิดทักษะ ความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจความต้องการของตนเอง วิธีการที่จะได้มา ตลอดจนคาดการณ์ผลลัพธ์จากการลงมือกระทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพบได้ในบุคคลอัจฉริยะในบ้านเราไม่น้อย

นางสาวสายพิณ สิงห์ใจ 5130125401248


นางสาวสายพิณ สิงห์ใจ 5130125401248

บทที่ 6 การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการบริหารจัดการ

ประเทศไทยกำลังเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศความตื่นตัวในสังคมไทยเกี่ยวกับ AEC ยังมีอยู่น้อยมาก การพยายามทำความเข้าใจถึงผลกระทบของ AEC และการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ยังจำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการเพียงบางกลุ่มเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมเสวนาในงาน การสร้างองค์กรแห่งความสุขHappy Workplace ในยุค 3.0ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในภาพกว้างในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผมจะขอแบ่งปันความเห็นของผมที่ได้นำเสนอในงานดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยในบทความตอนแรกนี้เป็นเรื่องจุดอ่อนและจุดแข็งของไทยในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC จุดแข็งของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นของ AEC ผมเห็นว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายประเด็น ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้ทำให้ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของ AEC

1) ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคและมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศไทยยังมีความเสี่ยงภัยธรรมชาติค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านหลายประเทศ แม้ปีที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ แต่เป็นภัยพิบัติที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้และสามารถเตรียมการป้องกันได้

2) ระดับการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาประเทศสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แรงงานมีฝีมือและบุคลากรระดับสูงมีจำนวนมากพอสมควร ประเทศไทยยังมีระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพและทั่วถึง โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาค่อนข้างมากโดยเฉพาะถนน ขณะที่สถาบัน กฎระเบียบ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีการพัฒนามากพอสมควร นอกจากนี้เงินบาทได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การค้าชายแดนสามารถซื้อขายเป็นเงินบาทได้

3) ขนาดของประเทศและตลาด เศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย ไทยยังมีประชากรจำนวนมาก ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรของเมียนมาร์และเวียดนาม แต่คนไทยมีระดับรายได้และมีกำลังซื้อสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ไทยมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาและรองรับการลงทุนในภาคการผลิต แตกต่างจากสิงคโปร์ที่มีพื้นที่จำกัด

4) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียน ไทยมีมูลค่าการส่งออกและนำเข้ากับอาเซียน 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553 หรือร้อยละ 15 ของมูลค่าการค้าภายในอาเซียนทั้งหมด นับเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย นอกจากนี้ไทยยังเกินดุลการค้าต่ออาเซียน 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลต่ออาเซียน ซึ่งสะท้อนว่าไทยน่าจะรับประโยชน์จาก AEC โดยเฉพาะในแง่การขยายการส่งออกไปยังอาเซียน

5) ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงด้านการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศสูงมาก ระดับการเปิดประเทศ degree of openness ของไทยสูงถึงร้อยละ 129 ของจีดีพีในปี 2548 การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศมาโดยตลอด ไทยจึงมีความพร้อมและประสบการณ์ในการทำการค้าและดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งหมายความว่า การเข้าเป็น AEC จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการค้าและการลงทุนจากประเทศนอกกลุ่ม AEC มากกว่าประเทศสมาชิก AEC ส่วนใหญ่

สำหรับจุดอ่อนของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก AEC มีอยู่หลายประเด็นเช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หรืออาจทำให้เราเสียโอกาสหรือได้รับผลกระทบจาก AEC มากขึ้น

1) การขาดความเข้าใจและขาดความตระหนัก ผลการสำรวจของหลายสถาบัน พบว่าสังคมไทยยังขาดความตื่นตัวเกี่ยวกับการเป็น AEC ประชาชนและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักถึงความสำคัญ ผลกระทบ และความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม ยกเว้นผู้ประกอบการขนาดใหญ่หรือหน่วยงานที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศอยู่แล้ว การขาดความเข้าใจและความตระหนักอาจสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการไทย ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จาก AEC ทำให้เสียโอกาสหรือพลาดโอกาสที่กำลังจะเปิดออก และทำให้ขาดการเตรียมความพร้อมและไม่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจาก AEC ได้ทันเวลา

2) การไม่รู้จักเพื่อนบ้าน นอกจากคนไทยจะไม่เก่งในการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลแล้ว คนไทยยังมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเพื่อนบ้านน้อยมาก ระบบการศึกษาของไทยขาดทางเลือกในการเรียนรู้ ภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่สิ่งอำนายความสะดวกต่างๆ ไม่เอื้อต่อการติดต่อค้าขาย ลงทุน หรือท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน

3) ความไม่สะดวกบางด้านในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าจากการจัดอันดับ Doing Business ของธนาคารโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 จาก 183 ประเทศ (สิงค์โปรอยู่อันดับ 1 และมาเลเซียอันดับ 18) แต่หากพิจารณาดัชนีบางด้านพบว่ายังเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ ได้แก่

การเริ่มต้นธุรกิจธุรกิจที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจในไทย ต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการจำนวนมาก มีขั้นตอนหลายขั้นตอน และใช้เวลามากในแต่ละขั้นตอน

การขอสินเชื่อผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะรายย่อย และต้นทุนทางการเงินของไทยยังค่อนข้างสูง เพราะธุรกิจสถาบันการเงินของไทยยังมีลักษณะผูกขาดในระดับหนึ่ง

การจัดเก็บภาษีอัตราภาษีนิติบุคคลของไทยอยู่ที่ร้อยละ 30 สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลน่าจะเป็นผลดีในการดึงดูดการลงทุน

4) ต้นทุนการทำธุรกิจที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอัตราค่าจ้างแรงงานในประเทศไทยที่สูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนในโลกกำลังมองหาแหล่งลงทุนแหล่งใหม่ที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าจีน การลงทุนในโลกจึงมีแนวโน้มไหลเข้าไปยังเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น เช่น อินโดนีเซีย เมียนมาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสัดส่วนต้นทุนด้านพลังงานและต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์สูงมาก ในภาวะที่ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ไทยจึงมีแนวโน้มสูญเสียความน่าสนใจในการเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

5) ปัญหาทางการเมืองและการบริหาร การพัฒนาของเศรษฐกิจไทยไปอย่างเชื่องช้าและต้องหยุดชะงักเป็นระยะๆ เนื่องจากมีอุปสรรคจากปัญหาทางการเมืองและการบริหาร เช่น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งการปฏิวัติและการชุมนุมประท้วง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนแฝงสูงมาก ตลอดจนปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

จากการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทยเมื่อต้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC คำถามคือ ประเทศไทยได้เตรียมการรับมือกับการเข้าเป็น AEC แล้วหรือไม่ คำตอบคือ ดูเหมือนว่าประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ของประเทศในเวทีอาเซียนไว้ชัดเจนนัก ทิศทางในอนาคตจึงเป็นไปตามแรงผลักของสถานการณ์ แต่ไม่ได้เกิดจากการวางแผนหรือเตรียมการล่วงหน้า ขณะที่มาตรการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็น AEC ไม่เห็นเป็นรูปธรรม สถานการณ์เช่นนี้จึงน่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทย

คำถามต่อมา ประเทศไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ในการรับมือกับ AEC อย่างไร สำหรับคำตอบของคำถามนี้ ผมจะขออธิบายในบทความตอนต่อไป

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com




บทที่ 9 การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน


น.ส.วรรณภา ปั้นนาค รหัส 5210125401038 เอกการจัดการทั่วไป ภาคปกติ


                 องค์การแต่ละแห่งคงจะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ เราในฐานะในฝ่ายบริหารจะทำอย่างไรจึงจะตั้งรับกับสถานการณ์นั่นๆได้
                1.ดึงให้เขามีส่วนร่วม
                สิ่งแรกที่ควรจะต้องทำคือ ควรปล่อยหรือเปิดโอกาสให้พนักงานของเรามีส่วนร่วมในการวางแผนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไว้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะให้เขาวางแผนจนเราไม่มีทางเลือก เราให้เขาช่วยกันวางแผนและกำหนดทางเลือกขึ้น แต่ผู้บริหารยังมีสิทธิตัดสินใจเช่นเดิม
                2.บอกให้ชัดว่าจะเปลี่ยนอะไร
                สิ่งต่อมาที่จะทำได้คือ ควรชี้แจ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่า จะมีไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง เช่น การจัดโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ การโยกย้ายพนักงาน การจัดระบบการผลิตใหม่ ฯลฯ พยายามให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนว่า จะมีสภาพการณ์อย่างไร ทั้งนี้เพื่อ ป้องกันการเข้าใจผิด และเสริมสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดปฏิกิริยาต่อต้านที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ข่าวสารรายละเอียดเหล่านี้ต้องชี้แจงให้ทุกคนในองค์การเข้าใจตรงกัน
                3.เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
                อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผู้บริการจะต้องตระหนักว่าควรจะเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความสะดวกที่จะ "บริหารงาน" มากขึ้น และไม่ควรเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะนอกจากผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่ชินแล้ว ผู้บริการเองก็จะแย่เพราะไม่สามารถจัดการได้ เนื่องจากไม่คุ้นเคยมาก่อน โดยหลักควรจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ
                4.บอกก่อนเปลี่ยน
                หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในองค์การอย่างสิ้นเชิง เราควรที่จะพยายามลดความประหลาดใจหรือความตื่นตระหนกของคนรอบด้านให้น้อยที่สุด วิธีการที่ดีที่สุดคือ ควรมีการบอกล่วงหน้าเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคต
                5.ไม่ผลีผลามและไม่โลเล
                ในส่วนของผู้บริหารอย่างเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจในเรื่องที่จะเกิดขึ้น ต้องพยายามคิดให้รอบคอบทุกด้านแล้วจึงตัดสินใจ แต่เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรไปแล้ว ต้องยึดมั่นไม่โลเลกับสิ่งที่ตัดสินใจลงไปเพราะมิฉะนั่นจะเกิดอาการ "ไม่มั่นใจ" กันทั้งองค์การและจะยุ่ง อย่างน้อยต้องให้ลูกน้องเห็นว่า "ผู้บังคับบัญชาเราเอาจริงไม่โลเล"
                6.แจ้งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
                ส่วนใดของการเปลี่ยนแปลงที่สามารถทำเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นกฎเกณฑ์ เช่น กฎเกณฑ์ใหม่ในการทำงาน เป็นต้น วิธีการในรูปแบบใหม่ที่จะกระทำขึ้นควรกำหนดให้เป็นกิจจะลักษณะและจะต้องชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาว่าอะไรที่ฝ้ายบริหารกำลังคาดหวังให้เกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ควรจะชี้แจงออกไปให้ชัดเจน และทางที่ดีควรทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทุกคนสามารถกระทำได้ ไม่ใช่สิ่งยากเย็นอะไร ผู้บริหารต้องมีทัศนคติในทางบวก จิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะมีความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้น หากผู้บริหารไม่แสดงจุดยืนในความเชื่อมั่นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนจะทำได้
                7.ให้รางวัลหลังการเปลี่ยนแปลง
                เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำได้ สิ่งต่อมาที่ผู้บริหารต้องคิดหาทาง หรือวิธีการที่จะให้รางวัลแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เห็นว่า ผู้บริหารเห็นใจพวกเขาที่จะต้องรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสภาพเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นและเสียเวลาไปไม่น้อยทีเดียว
                8.แม้พลิกผันต้องยึดมั่น
                หากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ผลดีดังที่คาดไว้เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ผู้บริหารต้องพยายามอดทน ไม่ควรท้อแท้หรืออดอะไรตายอยาก หรือคิดว่าตนเองตัดสินใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้นๆ แต่ใช้วิธีบอกถึงความล้มเหลวอย่างตรงไปตรงมากับผู้ใต้บังคับบัญชาว่าเกิดจากอะไร แต่อย่าลืมว่า ไม่มีการยอมรับการพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขวัญและกำลังใจเสียไปทั้งองค์การ
                9.สร้างความกระตือรือร้นใหม่ๆ
                เมื่อรู้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ผล เราอาจแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมาบ้าง แต่ไม่ควรยืดเยื้อจนเกินไป หลังจากนั้น ควรเริ่มต้น "สร้างความกระตือรือร้น" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตใหม่ โดยพยายามให้ทุกคนหันมาร่วมมือ เพื่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันดีกว่า อย่าไปมัวเสียอกเสียใจกับความล้มเหลวในอดีต
                จากจุดนี้ถือว่า เป็นจุดสำคัญมากในการตั้งรับความเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นเช่นที่ได้กล่าวแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จีรัง ดังนั้นผู้บริหารเองก็ต้องพิจารณาสิ่งต่างๆไว้บ้างเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น จะได้กลับตัวได้ทัน


อ้างอิงจาก : จุฑา เทียนไทย. (2547). การจัดการ : มุมมองนักบริหาร. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ท้อป. (หน้า 231-235)

บทที่ 8 เทคนิคในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการจัดการที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย


น.ส.วรรณภา ปั้นนาค รหัส 5210125401038 เอกการจัดการทั่วไป ภาคปกติ

ตัวอย่างองค์กรที่บริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย เทสโก้กับกลยุทธ์ ด้านทรัพยากรมนุษย์ในไทย 
               
                เชนไฮเปอร์มาร์เก็ตเทสโก้แห่งอังกฤษ ต้องขบคิดอย่างหนัก เมื่อเข้าตลาดไทย เป้าหมายอันดับแรกก็คือ ลดอัตราการลาออกของพนักงาน ที่อยู่ในเกณฑ์สูงเกือบครึ่งต่อครึ่ง เทสโกเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกในไทยด้วยการซื้อหุ้น 75% ของเอกชัย ดิสตริบิวชัน ซิสเต็ม จากเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นมูลค่า 12,700 ล้านบาท
                เอกชัยเป็นเจ้าของ และผู้ดำเนินการเชนไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัสในไทย มีเชนสาขา 13 แห่ง พนักงานราว 5,500 คน หรือราว 350 คนต่อเชนแห่งหนึ่ง พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำ (เทสโก้ในอังกฤษมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานไม่ประจำ แต่ในไทยยังติดขัดเรื่องกฎหมายแรงงาน) จำนวนพนักงานปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 7,000 คนในเชน 17 แห่ง ในจำนวนนี้ราว 5,500 คนเป็นพนักงาน ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าโดยตรง คือ เป็นพนักงานประจำเชน ที่รับผิดชอบในจุดชำระเงิน หรือช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ พนักงาน ที่เหลือเป็นพนักงานบริหารระดับกลาง และระดับสูง
                อัตราการลาออกของพนักงาน ที่สูงยังทำให้มีความยุ่งยากในเรื่องการจัดวางกำลังคนให้สอดคล้องกับแผนการระยะห้าปี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ที่จะรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจโดยเลือกฝ่ายบริหาร 60% จากภายในองค์กร ในที่สุด ทีมงานก็พบว่าอัตราการลาออกของพนักงาน ที่สูงคือ ตัวฉุดรั้งไม่ให้เทสโก้เติบโต และทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
                ประเด็นปัญหานี้ไม่เคยได้รับความสนใจจากโลตัสก่อน ที่เทสโก้จะเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ และไม่เคยมีความพยายาม ที่จะค้นหาสาเหตุที่พนักงานลาออกกันมาก สิ่งที่รู้มีเพียงว่า พนักงานระดับ ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าโดยตรงเป็นกลุ่ม ที่ลาออกมากที่สุด ส่วนพนักงานประเภทชั่วคราวมีสัดส่วนการผลัดเปลี่ยนน้อยมาก
ทบทวนการจ้างงาน
                 เทสโก้เร่งนำมาตรการรับมือกับปัญหา ที่เพิ่งค้นพบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่เทสโก้เคยใช้ในที่อื่นๆ แต่ได้พิจารณาถึงความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเฉพาะของไทยร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแนวโน้มการลาออกของพนักงานจะไม่รุนแรงยิ่งขึ้น และทั้งหมดนี้ ก็มีส่วนของการลองผิดลองถูกอยู่ด้วย
                  สิ่งแรก ที่เทสโก้ต้องหาคำตอบก็คือ ทำไมอัตราการลาออกของพนักงานจึงสูง เทสโก้ใช้วิธีออกแบบสอบถามสำรวจความเห็นของผู้ที่ลาออกจากบริษัท แต่ต่อมาก็พบว่าวิธีการนี้ใช้ไม่ได้กับประเทศไทย ซึ่งมีความอ่อนไหวกับเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และมักปฏิเสธ ที่จะให้เหตุผลเรื่องการลาออก เทสโก้จึงตั้งหลักใหม่ จากข้อมูลที่เชื่อถือได้บางส่วน ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย
เทสโก้เริ่มพิจารณาข้อมูลปลีกย่อยต่างๆ จนพบว่าพนักงานจำนวนมากตัดสินใจลาออกไปทำงานในโรงงาน ที่ได้รับอัตราเงินเดือนเท่าๆ กัน เหตุผลก็คือ พนักงานเหล่านั้น ไม่ได้รักการทำงานในส่วนหน้าร้าน และไม่ชอบคลุกคลีกับคนจำนวนมาก ซึ่งหากพนักงานพอใจทำงานในโรงงานมากกว่างานส่วนหน้า ร้านเทสโก้ก็จะไม่คัดเลือกพวกเขาทำงานส่วนหน้าร้านตั้งแต่แรก
                       การทบทวนงานในขั้นการรับสมัครพนักงานเป็นสิ่งที่เทสโก้ทำเป็นอันดับต่อมา ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของพนักงานในส่วนหน้าร้าน ถูกนำมาพิจารณาในกระบวนการรับสมัครพนักงานควบคู่ไปกับเทคนิคการคัดเลือกพนักงานแบบเดิม ซึ่งอิงอยู่กับคุณสมบัติด้านทักษะ และหน้าตา เทสโก้ระบุว่าพนักงานราวสองคนจากทุกๆ สามคนไม่เหมาะสมกับงานในส่วนหน้าร้าน ผู้ที่ถูกคัดออกไปคือ กลุ่ม ที่แสดงให้เห็นว่าไม่เต็มใจ ที่จะพบปะผู้คนจำนวนมาก นอกจากนั้น เทสโก้ยังพบด้วยว่า พนักงานส่วนหนึ่ง ที่ไม่ชอบแสดงความเคารพต่อลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นคนที่มีอายุน้อยกว่าพวกเขา แต่กลับเรียกร้องบริการต่างๆ มากมาย (เทสโก้ต้องใช้เวลาไม่น้อยพิจารณาประเด็น ที่อ่อนไหวทางความรู้สึกในเรื่อง ที่ว่า พนักงานส่วนหน้าร้านจะยกมือไหว้ลูกค้าหรือไม่ และต่อมาก็สรุปว่าให้เป็นวิจารณญาณของพนักงานแต่ละคน)
บริหารคนไปด้วย
                      ในขณะที่มีการปรับปรุงเทคนิคการคัดเลือกพนักงานเทสโก ้ก็ได้มีมาตรการให้ผู้บริหาร มีบทบาทในการคัดเลือกพนักงาน ที่ตนจะทำงานร่วมด้วยการตระเตรียมผู้บริหารให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งเคยเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หรือฝ่ายบุคคลนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นกัน และนับเป็นครั้งแรก ที่ผู้บริหารได้เข้าร่วมให้คำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับกลยุทธ์การคัดเลือกพนักงานใหม่ กระบวนการที่ว่านี้ ต่อมาได้พัฒนาให้ผู้บริหารสายงานมีส่วนในการคัดเลือกพนักงานด้วย
การให้ผู้บริหารคนไทยมีส่วนในการกำหนดนโยบายของบริษัททำให้เกิดปัญหาเช่นกัน เพราะการตัดสินใจแบบ ที่พูดกันเป็นพิธีเท่านั้น เป็นวิธีแบบไทยๆ ผู้บริหารระดับกลางไม่ค่อยได้มีโอกาส ที่จะระดมความเห็นหรือประสบการณ์ใดๆ ในโต๊ะประชุมมากนัก ที่จริงแล้วการเสนอความเห็นใดๆ กลับเป็นเรื่อง ที่สุ่มเสี่ยงเสียมากกว่าในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย ซึ่งมักถือว่าเป็นเรื่องเสียหน้า หากความเห็นใดถูกคัดค้านหรือปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม ทีมงานจากต่างประเทศได้เตรียมทำการบ้านมาก่อนแล้ว ในเรื่องเทคนิคการบริหารงานแบบข้ามวัฒนธรรม จึงได้สร้างบรรยากาศแบบไม่ตัดสินใดๆ เพื่อให้ผู้บริหารของไทยได้มีส่วนร่วม และจุดเริ่มต้นก็คือ จะคงสถานภาพเดิม ที่มีอยู่ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก "ธุรกิจยังดำเนินไปตามปกติ" เป็นประโยค ที่ย้ำกันอยู่เสมอ แม้ในเวลา ที่ผู้บริหารของไทยต้องแสดงความคิดเห็นใดๆ
                       ในขณะที่ความคืบหน้าดำเนินไปอย่างช้าๆ การเปลี่ยนแปลง ที่เห็นได้ในเรื่องการตัดสินใจ และความรับผิดชอบก็มีอย่างต่อเนื่อง เช่น ในการประชุมภายในของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าผู้บริหารฝ่ายวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นคนไทย ได้บอกผู้บริหารสายงานอย่างไม่อ้อมค้อมว่า พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการรับสมัคร และรักษาพนักงานไว้กับองค์กร ส่วนงานของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์นั้น จะเป็นเพียงส่วนสนับสนุนเท่านั้น ผู้บริหารสายงานจึงต้องรู้ และระบุคุณสมบัติของผู้ที่จะปฏิบัติงานได้อย่างดี จะเห็นได้ว่าเทสโก้ไม่ได้ทำให้ผู้บริหารของไทยรู้สึกแปลกแยกด้วยการเพิ่มความรับผิดชอบให้ ดังนั้น จึงไม่มีผู้บริหารอาวุโสของเทสโก้ลาออกนับตั้งแต่การซื้อกิจการเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1998
ฝึกอบรม และเก็บรักษาพนักงาน
                        กลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ขั้นต่อมาของเทสโก้ก็คือ การจัดโครงการฝึกอบรมครั้งใหญ่ ซึ่งออกแบบมาให้สร้างเสริม ความรู้สึกรักงานบริการในตัวพนักงาน กลุ่มเป้าหมายหลักคือ พนักงานในส่วนหน้าร้าน อีกทั้งมีจุดมุ่งหมาย ที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของโลตัสด้วย ผู้บริหารคนไทยนำคำขวัญ ที่ว่า "บริการด้วยหัวใจ" มาใช้ในการจูงใจพนักงาน แม้ว่าจะไม่ใช่ สิ่งแปลกใหม่ แต่กลับมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นแนวคิด ที่แสดงให้เห็นถึงระบบค่านิยมของไทย ที่ให้ความสำคัญกับใจ นอกจากนั้น ยังมีการจัดทำแบบแผนการปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญดังกล่าว คือ มีจุดมุ่งหมาย ที่จะให้ภาพ ที่ชัดเจนแก่พนักงานเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ และค่านิยมภายในองค์กร พนักงาน ที่อ่อนอาวุโสที่สุดก็จะได้รับทราบว่าตนมีความสำคัญต่อองค์กรเทียบเท่ากับพนักงานระดับอาวุโส
สำหรับพนักงานระดับอาวุโส มีการพัฒนาอย่างเอาจริงเอาจังหลายรูปแบบด้วยกัน ในปีนี้ บริษัทจะนำแผนการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบรอบด้านมาใช้ โครงการดังกล่าวจะจัดทำโดยไม่มีการระบุชื่อผู้แสดงความเห็น เพื่อกระตุ้นให้พนักงานแสดงความเห็นอย่างเปิดใจ ส่วนระบบการรายงานการบริหารกำลังปรับไปสู่รูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ และกระจายอำนาจการบริหาร เพื่อให้ขยายขอบข่ายความรับผิดชอบในกระบวนการตัดสินใจ นอกจากนั้น ผู้บริหารประจำสาขาก็ยังได้เห็นหน่วยประเมินผลที่จะเริ่มใช้ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้รับผิดชอบงานมากขึ้น
แผนการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในสายอาชีพก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารของเทสโก้ให้ความสำคัญเช่นกัน กระบวนการนี้จะมีลักษณะลงสู่ระดับล่างด้วย โดยผู้บริหารจะได้รับการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในการคัดเลือกพนักงานประจำหน้าร้าน ที่มีความสามารถ และสนับสนุนให้ก้าวหน้าในการงาน
                          นอกจากนั้น เทสโก้กำลังเจรจากับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในเรื่องการเสนอหลักสูตรทางธุรกิจสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งจะเป็นครั้งแรก ที่มีการนำหลักสูตรเกี่ยวกับธุรกิจการค้าปลีก ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของไทย ที่ต้องการเป็นมืออาชีพด้านนี้ เทสโก้หวังว่าจะดึงนักศึกษา ที่โดดเด่นเข้ามาร่วมงานด้วย ภายหลังจบการศึกษา ซึ่งนับเป็นการท้าทายความคิดเดิมๆ ที่ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นงานอาชีพ ที่ใช้ทักษะความรู้น้อย
ยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
                           เทสโก้ไม่ได้ไร้เดียงสาทางธุรกิจจนไม่เข้าใจว่า การให้ผลตอบแทนที่ดี และเงื่อนไขการทำงานที่ดีนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะรักษาพนักงานไว้กับองค์กรได้ ดังนั้น เมื่อปีที่แล้ว พนักงานทุกคนจึงได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น และจะได้รับเพิ่มอีกในปีนี้ ส่วนโบนัสก็มีการจ่ายให้กับพนักงานตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเมื่อเปรียบกับคู่แข่งแล้ว ยังไม่มีคู่แข่งรายใดเสนอผลตอบแทนให้พนักงานทัดเทียมกับเทสโก้
                            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เทสโก้ให้ความสำคัญยิ่งกว่าในการที่จะเก็บรักษา และพัฒนาพนักงานขององค์กรก็คือ การตระหนักดีว่า แม้เทสโก้จะจับคู่ความต้องการของพนักงานให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของบริษัทได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวก็แก้ปัญหาแค่ระดับผิวเผินเท่านั้น เทสโก้ยังไม่ได้มีมาตรการเกี่ยวกับผลิตภาพ ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง อีกทั้งยังมีความเสี่ยง ที่ว่าคู่แข่งอาจจะมองเทสโก้เป็นแหล่งสำหรับดึงตัวพนักงานไปได้อย่างคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม การที่เทสโก้สามารถลดอัตราการลาออกของพนักงานได้เกือบ 50% ก็นับเป็นการเริ่มต้นในทิศทางที่ดี ในการบรรลุเป้าหมายของแผนการห้าปี สิ่งท้าทายยิ่งใหญ่อาจจะเป็นการรักษาแนวทางการดำเนินการไว้ต่อไปในภาวะ ที่ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันรุนแรงทีเดียว

อ้างอิงจาก : เรียบเรียงจาก Business Asia 6 เมษายน 2543